วันศุกร์ที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

การกำเนิดหิน


แหล่งที่มา:http://www.youtube.com/v/VSkacJ0OR_Q?version=3&hl=th_TH

กำเนิดหินชนิดต่าง ๆ
หินแบ่งออกได้เป็น 3 ชนิด ตามสภาพการเกิดคือ หินอัคนี หินตะกอน และหินแปร


1)หินอัคนี

หินอัคนี คือ หินที่เกิดจากการรวมตัวของแร่ที่ตกผลึกจากสารหลอมละลายหรือหินหนืด หรือMagma (หินหนืดที่ถูกผลักดันสู่ผิวโลกหรือเรียกหินละลาย หรือ lava)ที่อุณหภูมิสูง ประกอบด้วยสารประกอบจำพวกซิลิเกตเป็นส่วนใหญ่ที่มีกำเนิดอยู่ใต้ผิวโลกลึกลงไป แบ่งออกได้เป็น 2 ชนิดตามลักษณะเนื้อหิน(Texture) และสถานที่ๆ แร่ตกผลึกคือ
1.1.หินอัคนีบาดาล(Plutonic rock)
หินอัคนีบาดาล(Plutonic rock) หมายถึงหินอัคนีเนื้อหยาบที่เกิดจากการเย็นตัวอย่างช้า ๆ ตกผลึกและแข็งตัวจากการหลอมละลาย ณ ระดับหนึ่งใต้ผิวโลก (โดยทั่วไปลึกมากกว่า 2 กิโลเมตร) ตัวอย่างเช่น หินแกรนิต(Granite) เป็นหินอัคนีบาดาลสีขาวเทาอาจมีจุดประสีดำๆ ประกอบด้วย แร่เขี้ยวหนุมาน (Quartz; สีขาวใส) แร่ฟันม้า (feldspar; สีขาวขุ่น) และแร่ดำๆ เช่น แร่ไบโอไทท์ (biotite) เป็นส่วนใหญ่ หินแกรนิตเป็นหินสำคัญบนเปลือกโลกส่วนทวีป (Continental crust) ในเมืองไทยมักเกิดตามแนวเทือกเขาใหญ่ของประเทศ อาทิเช่น เทือกเขาตะนาวศรีทางตะวันตก-ใต้ (จังหวัดภูเก็ต พังงา ระนอง) และเทือกเขาผีปันน้ำทางภาคเหนือ (จังหวัดลำปาง และเชียงใหม่)
หินไดโอไรท์(Diorite) เป็นหินอัคนีบาดาลสีคล้ำเข้มกว่าหินแกรนิตออกไปทางสีเทา,เขียว เนื่องจากมีปริมาณแร่เขี้ยวหนุมานลดลงมากปริมาณแร่ฟันม้าและแร่ดำๆ เช่น ไบโอไต์และฮอน เบลนด์ (hornblende;สีดำเสี้ยนยาว) เพิ่มมากขึ้นจึงเห็นเป็นสีขาวประดำเป็นส่วนใหญ่ ในเมืองไทยพบไม่มากนัก และโดยมากพบในบริเวณเดียวกับที่ที่พบหินแกรนิต เช่น ที่จังหวัดเลย แพร่ น่าน อุตรดิตถ์ เพชรบูรณ์ และเชียงราย หินแกบโบร(Gabbro) เป็นหินอัคนีบาดาลสีเข้มถึงดำ และประกอบด้วยแร่ไพรอกซีน (Pyroxene;สีดำเสี้ยนสั้น) แร่ฟันม้าชนิดแพลจิโอเคลส(Plagioclase) เป็นส่วนใหญ่และอาจมีแร่โอลิ-วีน(Olivine;สีเขียวใส) อยู่บ้าง พบไม่มากนักบนเปลือกโลกส่วนทวีป แต่จะพบอยู่มากในส่วนล่างของเปลือกสมุทร(Oceanic crust) เมืองไทยพบอยู่น้อยมากเป็นแนวเทือกเขาเตี้ย ๆ แถบจังหวัดเลย แพร่ น่าน อุตรดิตถ์ ปราจีนบุรี และศรีสะเกษ

1.2.หินภูเขาไฟ(Voleanic rock)
หินภูเขาไฟ(Volcanic rock) หมายถึงหินอัคนีเนื้อละเอียดหรือละเอียดมาก(คล้ายแก้ว) จนมองด้วยตาเปล่าไม่เห็นซึ่งเกิดจากการเย็นตัวอย่างรวดเร็วจากหินละลาย(Lava) ที่ไหลขึ้นมาสู่ผิวโลก เช่น หินไรโอโลท์(Rhyolite) เป็นหินภูขาไฟที่มีสีขาวเทาเนื้อละเอียดและมีส่วนประกอบทางแร่คล้ายกับหินแกรนิต มักประกอบด้วยผลึกดอก(Phenocryst) ซึ่งมองด้วยตาเปล่าได้ชัดเจนกระจัดกระจายอยู่ในเนื้อหิน(รูป 5.18) ผลึกดอกส่วนใหญ่ได้แก่ แร่เขี้ยวหนุมาน และแร่ไบโอไทท์ (biotite;แร่ดำเป็นแผ่นๆ) หินไรโอไลท์มักเกิดเป็นภูเขาหรือเนินกลม ๆ บางที่ก็เรียงรายเป็นเทือกเขา เมืองไทยพบอยู่ไม่มากนัก เช่น จังหวัดสระบุรี ลพบุรี และแพร่ หินแอนดีไซท์(Andesite) เป็นหินภูเขาไฟที่มีสีเขียวหรือเขียวเทาเนื้อละเอียด มีส่วนประกอบทางแร่คล้ายหินไดโอไรท์ ผลึกดอกมักเป็นแร่ฟันม้า แร่ไพรอกซีนและแร่แอมฟิโบล มักเกิดเป็นแนวเทือกเขาเป็นแนวยาวเช่นที่แถบจังหวัดสระบุรี ลพบุรี และแพร่ หินบะซอลต์(Basalt) เป็นหินภูเขาไฟสีเข้มถึงดำ เนื้อละเอียดมีส่วนประกอบทางแร่คล้ายหินแกบโบร ผลึกดอกมักเป็นแร่โอลิวีน หรือไพรอกซีน หินมักพบแร่กระจายเป็นบริเวณกว้าง เมืองไทยพบมากแถบจังหวัดศรีสะเกษ กาญจนบุรี และจันทบุรี ซึ่งบางแห่งก็เป็นต้นกำเนิดของพลอย
หินอัคนีที่สำคัญ
หินแกรนิต (Granite) เป็นหินอัคนีแทรกซอนที่เย็นตัวลงภายในเปลือกโลกอย่างช้าๆ จึงมีเนื้อหยาบซึ่งประกอบด้วยผลึกขนาดใหญ่ของแร่ควอรตซ์สีเทาใส แร่เฟลด์สปาร์สีขาวขุ่น และแร่ฮอร์นเบลนด์ หินแกรนิตแข็งแรงมาก ชาวบ้านใช้ทำครก เช่น ครกอ่างศิลา ภูเขาหินแกรนิตมักเตี้ยและมียอดมน เนื่องจากเปลือกโลกซึ่งเคยอยู่ชั้นบนสึกกร่อนผุพัง เผยให้เห็นแหล่งหินแกรนิตซึ่งอยู่เบื้องล่าง
หินบะซอลต์ (Basalt) เป็นหินอัคนีพุ เนื้อละเอียด เกิดจากการเย็นตัวของลาวา มีสีเข้มเนื่องจากประกอบด้วยแร่ไพร็อกซีนเป็นส่วนใหญ่ อาจมีแร่โอลิวีนปนมาด้วย เนื่องจากเกิดขึ้นจากแมกมาใต้เปลือกโลก หินบะซอลต์หลายแห่งในประเทศไทยเป็นแหล่งกำเนิดของอัญมณี (พลอยชนิดต่างๆ) เนื่องจากแมกมาดันผลึกแร่ซึ่งอยู่ลึกใต้เปลือกโลก ให้โผล่ขึ้นมาเหนือพื้นผิว
หินไรโอไลต์ (Ryolite) เป็นหินอัคนีพุซึ่งเกิดจากการเย็นตัวของลาวา มีเนื้อละเอียดซึ่งประกอบด้วยผลึกแร่ขนาดเล็ก มีแร่องค์ประกอบเหมือนกับหินแกรนิต แต่ทว่าผลึกเล็กมากจนไม่สามารถมองเห็นได้ ส่วนมากมีสีชมพู และสีเหลือง
หินแอนดีไซต์ (Andesite) เป็นหินอัคนีพุซึ่งเกิดจากการเย็นตัวของลาวาในลักษณะเดียวกับหินไรโอไรต์ แต่มีองค์ประกอบของแมกนีเซียมและเหล็กมากกว่า จึงมีสีเขียวเข้ม
หินพัมมิซ (Pumice) เป็นหินแก้วภูเขาไฟชนิดหนึ่งซึ่งมีฟองก๊าซเล็กๆ อยู่ในเนื้อมากมายจนโพรกคล้ายฟองน้ำ มีส่วนประกอบเหมือนหินไรโอไลต์ มีน้ำหนักเบา ลอยน้ำได้ ชาวบ้านเรียกว่า หินส้ม ใช้ขัดถูภาชนะทำให้มีผิววาว
หินออบซิเดียน (Obsedian) เป็นหินแก้วภูเขาไฟซึ่งเย็นตัวเร็วมากจนผลึกมีขนาดเล็กมาก เหมือนเนื้อแก้วสีดำ หินออบซิเดียน
2)หินตะกอน(Sedimentary Rock)

หินตะกอน คือหินที่เกิดจากการแข็งตัวและอัดตัวของตะกอนเศษหินหรือสารละลายที่ถูกตัวกลางเช่นลมและน้ำพัดพามาและสะสมตัวบนที่ต่ำ ๆ ของผิวโลกหินตะกอนแบ่งเป็น 3 ชนิดตามลักษณะของเนื้อหิน คือ

2.1 หินตะกอนเนื้อประสม
หินตะกอนแตกหลุด หรือตะกอนเม็ด(Clastic sedimentary rock) หมายถึงหินตะกอนที่ประกอบ ด้วยอนุภาคที่แตกหลุดและพัดพามาจากที่อื่น ๆ เช่น
หินดินดาน(Shale) เป็นหินตะกอนแตกหลุดเนื้อละเอียด ประกอบด้วยอนุภาคตะกอนขนาดเล็กกว่า 1/256 มม มักแสดงลักษณะเป็นชั้นๆ ขนานกัน(bed) ประกอบด้วย แร่เขี้ยวหนุมาน แร่ไมก้า(mica) และแร่ดิน(clay mineral) เป็นส่วนใหญ่ขนาดของตะกอนเล็กเกินกว่าที่จะมองเห็นด้วยตาเปล่าได้ ในเมืองไทยพบอยู่ทั่วไปเช่นแถบจังหวัดชลบุรี นครศรีธรรมราช ยะลา และกาญจนบุรี และส่วนใหญ่ของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
หินทราย(Sandstone) เป็นหินตะกอนแตกหลุดที่ประกอบด้วยอนุภาคตะกอนขนาดตั้งแต่ 1/16 - 2 มม (คือเท่าเม็ดทราย) เม็ดทรายมักมีลักษณะกลมแสดงถึงการกัดกร่อนและการพัดพา แร่เขี้ยวหนุ-มานเป็นแร่ที่พบบ่อยในหินแต่อาจมีแร่ฟันม้า แร่โกเมน (garnet) และแร่ไมก้าปะปนอยู่ด้วย บางครั้งแสดงลักษณะเป็นชั้น ๆ ชัดเจน สีแดง ๆของหินแสดงว่าหินมีตัวเชื่อมประสาน(Cement) เป็นพวกเหล็ก ในเมืองไทยพบแทบทุกจังหวัดของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เช่น จังหวัดนครราชสีมา ชัยภูมิ นครพนม และสกลนคร
หินกรวด(Conglomerate) เป็นหินตะกอนแตกหลุดที่ประกอบด้วยอนุภาคตะกอนขนาดใหญ่กว่า 2 มม (คือใหญ่เท่าเม็ดทราย)ที่ยึดเกาะกันแน่นอยู่ภายใน เนื้อหินที่ประกอบด้วยตะกอนทรายและทรายแป้ง (silt) เม็ดตะกอนมักมีลักษณะกลมมนและมีความคงทนสูง เช่นแร่เขี้ยวหนุมาน และหินควอทไซท์ แต่อาจจะประกอบด้วยหินปูนและหินแกรนิตได้ เมืองไทยพบไม่มากนักอาจมีบ้างเช่นที่จังหวัดกาญจนบุรี ระยอง และลพบุรี

2.2 หินตะกอนเคมี
หินตะกอนเคมี(Chemical หรือ Nonclastic sedimentary rock) หมายถึง หินตะกอนที่เกิดจากการตกผลึกจากสารละลายที่พัดพามาโดยน้ำ ณ อุณหภูมิต่ำเช่น
หินปูน(Limestone) เป็นหินตะกอนเคมีที่ประกอบด้วยผลึกแร่คัลไซท์(calcite) เป็นส่วนใหญ่ บางครั้งอาจมีซากบรรพชีวิน (fossils) อยู่ด้วย โดยมากแสดงลักษณะภูมิประเทศเป็นยอดเขาสูงผนังชั้นหลาย ๆ ยอดซ้อนกัน เนื่องจากได้รับอิทธิพลของการกัดเซาะและการละลายโดยน้ำ เมืองไทยพบมากแถบจังหวัดสระบุรี กาญจนบุรี ประจวบคีรีขันธ์ พังงา และชุมพร
หินเกลือ(Rock Salt) เป็นหินตะกอนเคมีที่ประกอบด้วยผลึกแร่เกลือหิน(halite) โดยปกติมักมีเนื้อเนียน มีสีขาวใส หรือไม่มีสี แต่อาจมีสีต่าง ๆ ได้ เช่น สีส้ม เหลือง แดง เนื่องจากมีมลทินของสารจำพวกเหล็กปนอยู่เมืองไทยพบมากในจังหวัดต่าง ๆ ของภาคตะวันออกเฉียงเหนือเช่น จังหวัดชัยภูมิ นครราชสีมา และขอนแก่น
ถ่านหิน(Coal) เป็นหินตะกอนอินทรีย์ สีดำ มันวาว ทึบแสงและไม่เป็นผลึก ประกอบด้วยส่วนต่าง ๆ ของต้นไม้ที่อัดกันแน่นจนกลายเป็นสภาพหิน เมืองไทยที่พบมากเป็นถ่านหินขั้นต่ำ เช่น บริเวณแถบจังหวัดลำปาง กระบี่ แพร่ สงขลา และเลย




ที่มา: http://www.thaigoodview.com/node/41368

วันอังคารที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

ความหมายโครงงานวิทยาศาสตร์

ความหมายของโครงงานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี


โครงงานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยทั่วไปรู้จักกันในลักษณะกิจกรรมทางวิทยาศาสตร์ กิจกรรมหนึ่งของนักเรียนที่นักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้นและมัธยมศึกษาตอนปลาย ทำขึ้นในโรงเรียน และอาจนำส่งเข้าประกวดในสัปดาห์วิทยาศาสตร์แห่งชาติของทุกปี โดยทั่วไปนักการศึกษานิยมเรียกว่า “โครงงานวิทยาศาสตร์” ซึ่งได้มีผู้ให้ความหมายโครงงานวิทยาศาสตร์ต่าง ๆ กันดังนี้
1) โครงงานวิทยาศาสตร์ หมายถึง การศึกษาโครงสร้างและวิธีการแก้ปัญหาหนึ่งด้านวิทยาศาสตร์ โดยจัดเขียนเป็นโครงงานเพื่อเป็นแนวทางการศึกษาต่อและมีการปฏิบัติตามแนวทางที่วางไว้ เพื่อให้โครงงานนี้สัมฤทธิ์ผล ( ซีมัวร์ เอช โฟว์เลอร์; 1964 )
2) โครงงานวิทยาศาสตร์เป็นการศึกษาเรื่องใดเรื่องหนึ่ง เพื่อตอบปัญหาที่สงสัย ซึ่งปัญหาที่จะศึกษานั้นต้องเกิดจากความสนใจของผู้ทำโครงงาน มีกระบวนการศึกษาค้นกว้าเพื่อหาคำตอบอย่างมีระบบตามวิธีทางวิทยาศาสตร์ ตลอดไปจนถึงการเผยแพร่ผลงานของตนให้ผู้อื่นเข้าใจได้ ทั้งนี้โดยมีอาจารย์วิทยาศาสตร์ หรือผู้เชี่ยวชาญในเนื้อหาและเทคโนโลยีวิธีการของเรื่องนั้นๆ เป็นที่ปรึกษาให้ความช่วยเหลือแนะนำ (นันทิยา บุญเคลือบ; 2528 )
3) โครงงานวิทยาศาสตร์ หมายถึง การศึกษาเรื่องราวด้านวิทยาศาสตร์ในหัวข้อใดหัวข้อหนึ่งที่นักเรียนสนใจ โดยมีการวางแผนที่จะศึกษาภายในขอบเขตของระดับความรู้ ระยะเวลา และอุปกรณ์ที่มีอยู่ ในการทำโครงงานวิทยาศาสตร์จะต้องใช้วิธีการทางวิทยาศาสตร์เป็นแนวทางในการแก้ปัญหา เพื่อให้ได้ผลงานที่มีความสมบูรณ์ในตัวเอง ( สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี; 2529 )

องค์ประกอบโครงงานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ที่สำคัญมีดังนี้

1. เป็นการศึกษาค้นคว้าที่เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

2. นักเรียนเป็นผู้ริเริ่ม และเลือกเรื่องที่จะศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง ตามความสนใจ ความรู้ และความสามารถ

3. เป็นกิจกรรมที่มีการใช้วิธีการทางวิทยาศาสตร์ไปช่วยในการศึกษาค้นคว้าเพื่อตอบปัญหาที่สงสัย

4. นักเรียนเป็นผู้วางแผนในการศึกษาค้นคว้า ตลอดจนดำเนินการปฏิบัติทดลองเก็บรวบรวมข้อมูล ประดิษฐ์คิดค้น รวมทั้งการแปลผล สรุปผล และเสนอผลการศึกษาค้นคว้า ด้วยตนเอง โดยมีครู - อาจารย์ หรือผู้ทรงคุณวุฒิเป็นผู้ให้คำปรึกษา

(สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี. 2533)


จุดมุ่งหมายและคุณค่าของการทำโครงงานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

1. เป็นการสนับสนุนให้นักเรียนค้นหาคำตอบที่สงสัย ในเรื่องใดเรื่องหนึ่งที่นักเรียนสนใจ มีการใช้ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งนักเรียนจะต้องลงมือปฏิบัติด้วยตนเอง โดยมีอาจารย์ที่ปรึกษาทำหน้าที่ให้คำแนะนำปรึกษาดูแล

2. เป็นการส่งเสริมการเรียนรู้ทางวิทยาศาสตร์ตามความเหมาะสมกับการดำรงชีวิตในสังคมปัจจุบันและเป็นพื้นฐาน สำหรับนักเรียนจำนวนหนึ่งในการจะพัฒนา เพื่อรับการศึกษาระดับสูงเป็นกำลังสำคัญของบ้านเมืองในด้านการใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

3. เป็นการสนับสนุนให้นักเรียนเป็นผู้มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ สามารถทำสิ่งนั้นได้ด้วยตนเอง และรู้จักแก้ปัญหาอุปสรรคต่างๆ ได้ด้วยตนเอง โดยใช้วิธีทางวิทยาศาสตร์อย่างถูกต้อง

4. ฝึกให้นักเรียนรู้จักการทำงานเป็นกลุ่ม เป็นคณะ รู้จักร่วมกันคิด ร่วมกันหารือและร่วมกันวินิจฉัยในการแก้ปัญหาอุปสรรคต่างๆ เป็นการสร้างความสามัคคี ความมีระบบระเบียบในหมู่คณะ อันเกิดจากทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์

วันอาทิตย์ที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2552

แนวคิดในการเลือกชื่อโครงงานวิทยาศาสตร์

ขั้นตอนการคิดและเลือกชื่อเรื่องที่จะทำโครงงาน

การทำโครงงานวิทยาศาสตร์เป็นการศึกษาค้นคว้าและทดลองของนักเรียนด้วยตนเองตามความสนใจโดยนำวิธีการทางวิทยาศาสตร์มาใช้การทำโครงงานวิทยาศาสตร์ให้ประสบความสำเร็จ
การทำโครงงานวิทยาศาสตร์ เป็นกิจกรรมที่ต่อเนื่องและมีการดำเนินงานหลายขั้นตอน ซึ่งขั้นตอนในการทำโครงงานตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงขั้นสุดท้ายอาจสรุปได้ดังนี้
1. การคิดและเลือกชื่อเรื่องที่จะทำโครงงาน
2. การศึกษาเอกสารที่เกี่ยวข้อ
3. การออกแบบการทดลอง
4. การจัดเค้าโครงโครงงานวิทยาศาสตร์
5. การลงมือทำโครงงานวิทยาศาสตร์
6. การเขียนรายงานโครงงานวิทยาศาสตร์
7. การแสดงผลงานโครงงานวิทยาศาสตร์

การคิดและเลือกชื่อเรื่องที่จะทำโครงงานหรือ ขั้นตั้งปัญหา

เป็นขั้นที่มีความสำคัญที่สุดเพราะการการคิดและเลือกชื่อเรื่องได้อย่างถูกต้องเหมาะสมจะทำให้มีแนวทางและประสบความสำเร็จในการทำโครงงานวิทยาศาสตร์ไปแล้ว ครึ่งหนึ่ง
ปัญหา คือ สิ่งที่นักเรียนสงสัยและต้องการทราบคำตอบ
การตั้งปัญหาที่ดี ควรตั้งให้สามารถนำไปสู่การตรวจสอบหรือการทดลองได้ โดยทั่วไปจะตั้งให้อยู่ในลักษณะของความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรต้นกับตัวแปรตามโดยใช้ข้อความว่า...............(ตัวแปรต้น) .......... มีผลต่อ .............(ตัวแปรตาม)....................อย่างไร
นักเรียนแต่ละคนอาจจะมีวิธีการได้มาของปัญหาแตกต่างกัน ทั้งนี้ย่อมขึ้นอยู่กับประสบการณ์
และความสนใจของนักเรียนแต่ละคน แหล่งกำเนิดแนวความคิดและกระตุ้นความสนใจเพื่อให้ได้แนวความคิดในการเลือกชื่อเรื่อง เพื่อทำโครงงานพอสมควรได้ดังแนวความคิดต่อไปนี้





แนวความคิดที่1) จากการอ่านหนังสือต่างๆ เช่น ตำรา หนังสือพิมพ์ วารสาร เป็นต้น
ไม่เฉพาะแต่ เรื่องราวทางวิทยาศาสตร์เท่านั้น
ตัวอย่างสถานการณ์ที่ 1
เด็กชายไกรวิชญ์ ได้อ่านหนังสือพิมพ์ในหัวข้อข่าว ไข้หวัดใหญ่ สายพันธุ์ใหม่ 2009 ซึ่ง
กระทรวงสาธารณสุขได้รณรงค์ให้มีการ “ กินของร้อน ใช้ช้อนกลาง ล้างมือบ่อยๆ และ
สวมหน้ากากอนามัย ” เด็กชายไกรวิชญ์ ต้องห่อข้าวมาทานที่โรงเรียน จึงต้องการทราบว่า
จะทำอย่างไรให้อาหารร้อนอยู่ได้จนถึงเวลาพักกลางวัน เด็กชายไกรวิชญ์ จึงคิดที่จะประดิษฐ์
กล่องข้าวที่สามารถเก็บรักษาอุณหภูมิได้ และจากประสบการณ์ของเด็กชายไกรวิชญ์ ที่เคยเห็น
แม่ค้าขายน้ำแข็งไส เก็บก้อนน้ำแข็งไว้ในกองแกลบ เด็กชายไกรวิชญ์ จึงตั้งปัญหาว่า แกลบจะ
ช่วยรักษาอุณหภูมิของอาหารได้หรือไม่ จึงคิดชื่อโครงงานว่า
“ แกลบช่วยรักษาอุณหภูมิของอาหาร ”









แนวความคิดที่ 2 ) จากการไปเยี่ยมชมสถานที่ต่างๆ เช่น วนอุทยาน สวนสัตว์ พิพิธภัณฑ์ โรงงาน
อุตสาหกรรม หน่วยงานวิจัย ห้องปฏิบัติการ
ตัวอย่างสถานการณ์ที่ 2
ในช่วงปิดภาคเรียนครอบครัวของเด็กหญิง สมศรี ได้ไปเที่ยวสวนสัตว์เชียงใหม่ ได้ชม
สัตว์ต่าง ๆ หลายชนิด และเกิดความสนใจในพฤติกรรมต่าง ๆ ของสัตว์ รวมทั้งครอบครัว
ยังได้พาไปชมภาพยนต์เรื่อง ไอ้แมงมุมภาค 3 จึงอยากทราบพฤติกรรมของแมงมุมจริงๆ
ว่ามีการชักใยอย่างไร เด็กหญิง สมศรี จึงคิดชื่อโครงงานว่า
“ การศึกษาพฤติกรรมการชักใยแมงมุม ”



แนวความคิดที่ 3) จากการฟังบรรยายทางวิชาการ การฟังและชมรายการทางวิทยุและโทรทัศน์
ตัวอย่างสถานการณ์ที่ 3
เด็กชาย ธนากร ชอบดูรายการโทรทัศน์ เกมทศกัณฑ์ มากซึ่งเกมนี้มีการทายใบหน้าของคนใน
สาขาอาชีพต่าง ๆ และเด็กชาย ธนากรสังเกตว่า ใบหน้าของคนแต่ละคนมีส่วนต่างกัน แต่
บางครั้งก็มีรูปทรงคล้าย ๆ กัน และถ้านำมาเปรียบเทียบกับรูปทรงเรขาคณิตก็จะได้หลาย
รูปทรงและ เด็กชาย ธนากร อยากจะทราบเหมือนกันว่า เพื่อนนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3
โรงเรียนกงไกรลาศวิทยาจะมีรูปทรงใบหน้าเป็นอย่างไรบ้าง จึงคิดชื่อโครงงานว่า
“ การสำรวจรูปทรงลักษณะใบหน้าของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนกงไกรลาศวิทยา ”

วันอาทิตย์ที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2552

วิธีการทางวิทยาศาสตร์

วิธีการทางวิทยาศาสตร์
การที่นักวิทยาศาสตร์จะศึกษาค้นคว้าทดลองสิ่งใดสิ่งหนึ่งสำเร็จได้ ต้องอาศัยวิธีการทางวิทยาศาสตร์และทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ กล่าวคือนักวิทยาศาสตร์ไม่ว่าจะเป็นสาขาใดก็ตามย่อมมีวิธีการคล้ายคลึงกันในการศึกษาหาความรู้ คือ เริ่มจากการสังเกตปรากฏการณ์ต่างๆ ในธรรมชาติหรือที่เกิดขึ้นแล้วจึงเกิดปัญหา ขั้นต่อไปก็คือการคิดหาคำตอบที่อาจเป็นไปได้ คำตอบเหล่านี้เรียกว่า สมมติฐาน การกำหนดสมมติฐานอาจจะไม่ใช่คำตอบที่แท้จริง เพราะยังไม่ได้มีการพิสูจน์ ทดลอง
ดังนั้นการทำงานของนักวิทยาศาสตร์ คือ ทดลอง วิจัย เรื่องใดเรื่องหนึ่งจนเสร็จสิ้นและสมบูรณ์ โดยใช้วิธีการทางวิทยาศาสตร์ (Scientific Method) ได้แก่
สังเกต และระบุการตั้งปัญหา เป็นการรวบรวมข้อมูลที่อาจเกิดขึ้นจากความสงสัยในเรื่องต่างๆ ที่ประสบอยู่ เช่น สงสัยปรากฏการณ์ธรรมชาติ เกิดความสงสัยในเรื่องที่ปฏิบัติอยู่ เป็นต้น
ตั้งสมมติฐาน เป็นการคาดคะเนเหตุการณ์หรือคิดว่า เรื่องที่สงสัยอยู่นั้นน่าจะมีสาเหตุมาจากสิ่งใด หรือเดาว่าเหตุการณ์จะต้องเป็นไปอย่างไร ซึ่งการคาดคะเนจะต้องมีเหตุผลเพียงพอ
รวบรวมข้อมูล เป็นการศึกษาค้นคว้าหาวิธีดำเนินงานอย่างมีระบบ เพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเรื่องที่ศึกษาอยู่ การรวบรวมข้อมูลอาจใช้เครื่องมือหรือวิธีการได้หลายชนิด
การทดลอง เป็นการนำข้อมูลที่รวบรวมไว้มาทำการทดลองเพื่อตรวจสอบสมมติฐานว่าถูกต้องหรือไม่
สรุปผลการทดลอง เป็นการนำข้อมูลหรือข้อเท็จจริงที่ได้จากการตรวจสอบที่เชื่อถือได้มาอธิบายข้อสงสัยหรือการตอบปัญหาข้อสงสัย ซึ่งจะมีประโยชน์ในการทำนายและควบคุมต่อไป
ลักษณะนิสัยของนักวิทยาศาสตร์ที่ดี ควรจะต้องได้รับการฝึก ดังต่อไปนี้
1. การเป็นคนช่างสังเกต การสังเกตเป็นสิ่งจำเป็นในการดำรงชีวิตที่มีคุณภาพ การสังเกตเป็นสิ่งที่สามารถฝึกฝนได้ และเมื่อสังเกตสิ่งใดควรสังเกตอย่างละเอียดโดยใช้ประสาทสัมผัสให้มากทางที่สุด แต่ต้องระวังความปลอดภัยด้วย
2. การเป็นคนช่างคิดช่างสงสัย จากคำถามต่างๆ ทำให้เป็นคนที่มีเหตุผลต่าง ๆ ตลอดจนไปค้นคว้า เพื่อหาคำตอบ ทำให้มีความรู้เพิ่มขึ้น ความช่างคิดช่างสงสัยทำให้เกิดความคิดต่อเนื่องซึ่งอาจนำไปสู่การเสาะแสวงหาความรู้ต่อๆ ไปได้
3. การเป็นคนมีเหตุผล นั่นหมายถึงในการลงความเห็นเกี่ยวกับเหตุการณ์ใด ๆ ผู้ที่มีเหตุผลควรจะรวบรวมข้อมูลที่เกี่ยวข้องให้มากที่สุดและพิจารณาอย่างรอบคอบ
4. การเป็นคนมีความพยายามและความอดทน การเป็นคนมีความพยายามและความอดทนเป็นลักษณะนิสัยที่สำคัญประการหนึ่งที่ช่วยให้นักวิทยาศาสตร์ประสบความสำเร็จในการค้นคว้าหาความรู้และเป็นประโยชน์ในการดำรงชีวิตอีกด้วย
5. การเป็นคนมีความคิดริเริ่ม การเป็นคนที่มีความคิดริเริ่มจะช่วยให้ได้ความรู้และสิ่งประดิษฐ์ใหม่ๆ ซึ่งอาจนำไปสู่การสร้างงานใหม่
6. การเป็นคนทำงานอย่างมีระบบ การทำงานอย่างเป็นระบบและมีขั้นตอน ซึ่งประกอบด้วยสังเกตแล้ว ระบุปัญหา ค้นคว้ารวบรวมข้อมูล ตั้งสมติฐาน ทดลอง และสรุปผลเรียกว่าวิธีการทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งนอกจากจะนำไปใช้ในการค้นคว้าหาความรู้ แล้วยังสามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้อีกด้วย

ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์

ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์
การสืบเสาะหาความรู้ของนักวิทยาศาสตร์จะต้องอาศัยทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ มีทั้งหมด 13 ทักษะ ซึ่งประกอบด้วย ทักษะพื้นฐาน 8 ทักษะ และ ทักษะขั้นสูง 5 ทักษะ ดังนี้
1. การสังเกต (Observing) เป็นการใช้ประสาทสัมผัสทั้ง 5 หรืออย่างใดอย่างหนึ่ง ได้แก่ ตา หู จมูก ลิ้น และผิวกาย เข้าไปสัมผัสหรือเหตุการณ์เพื่อหาข้อมูลซึ่งเป็นรายละเอียดของสิ่งนั้นๆ
2. การวัด (Measuring) เป็นการเลือกและการใช้เครื่องมือทำการวัดหาปริมาณของสิ่งต่างๆ ออกมาเป็นตัวเลขที่แน่นอน โดยมีหน่วยกำกับเสมอ
3. การจำแนกประเภท (Classifying) เป็นการแบ่งพวกหรือเรียงลำดับวัตถุ โดยใช้เกณฑ์ต่างๆ เช่น ความเหมือน ความแตกต่าง หรือความสัมพันธ์อย่างใดอย่างหนึ่ง
4. การคำนวณ (Using Number) เป็นการนับจำนวนของวัตถุและการนำตัวเลขที่นับได้มาคำนวณโดยการบวก ลบ คูณ หาร หรือหาค่าเฉลี่ย
5. การหาความสัมพันธ์ระหว่างเปสกับสเปส และสเปสกับเวลา (Space / Space Relationships and Space / Time Relationships)สเปสของวัตถุ หมายถึง ที่ว่างที่วัตถุนั้นครองที่ ซึ่งจะมีรูปร่างเช่นเดียวกับ วัตถุนั้น โดยทั่วไปแล้วสเปสของวัตถุจะมี 3 มิติ คือความกว้าง ความยาว และความสูง ความสัมพันธ์ระหว่างสเปสกับสเปสของวัตถุ หมายถึง ความสัมพันธ์ระหว่างตำแหน่งที่อยู่ของวัตถุหนึ่งกับอีกวัตถุหนึ่ง ได้แก่ ความสัมพันธ์ระหว่าง 3 มิติ กับ 2 มิติ สามารถแสดงให้เห็นว่าเกิดทักษะหาความสัมพันธ์ระหว่างสเปสกับสเปส ได้แก่ การบ่งชี้รูป 2 มิติ 3 มิติได้ สามารถวาดภาพ 2 มิติจากวัตถุหรือจากภาพ 3 มิติได้
ความสัมพันธ์ปะหว่างสเปสของวัตถุกับเวลา หมายถึง ความสัมพันธ์ระหว่างการเปลี่ยนแปลงตำแหน่งที่อยู่ของวัตถุกับเวลาหรือความสัมพันธ์ระหว่างสเปสของวัตถุที่เปลี่ยนไปกับเวลา ได้แก่การบอกตำแหน่งและทิศทางของวัตถุโดยใช้ตัวเองหรือวัตถุอื่นเป็นเกณฑ์บอกความสัมพันธ์ระหว่างการเปลี่ยนตำแหน่งขนาดหรือปริมาณของวัตถุกับเวลาได้
6. การจัดกระทำและสื่อความหมายข้อมูล (Organizing Data and Communicating) เป็นการนำข้อมูลที่ได้จากการสังเกตการวัด การทดลอง และจากแหล่งอื่นๆ มาจัดกระทำเสียใหม่โดยการหาความถี่ เรียงลำดับ จัดแยกประเภท หรือคำนวณ เพื่อให้ผู้อื่นเข้าใจความหมายของข้อมูลดีขึ้น อาจเสนอในรูปตาราง แผนภูมิ ไดอะแกรม วงจร กราฟ สมการ เขียนบรรยาย เป็นต้น ความสามารถที่แสดงให้เห็นว่าเกิดทักษะนี้คือ การเปลี่ยนแปลงข้อมูลให้อยู่ในรูปใหม่ที่เข้าใจดีขึ้น โดยจะต้องรู้จักเลือกรูปแบบเสนอข้อมูลนั้น การเสนอข้อมูลอาจกระทำได้กลายแบบดังที่กล่าว เช่น การเสนอข้อมูลในรูปของตาราง การบรรจุข้อมูลให้อยู่ในรูปของตาราง ปกติจะใส่ค่าของตัวแปรอิสระไว้ทางซ้ายมือของตาราง และค่าของตัวแปรตามไว้ทางขวามือของตาราง
7. การลงความเห็นจากข้อมูล (Inferring) เป็นการเพิ่มความคิดเห็นให้กับข้อมูลที่ได้จาการสังเกตอย่างมีเหตุผล โดยอาศัยความรู้หรือประสบการณ์เดิมมาช่วย เช่น การอธิบายหรือสรุป โดยเพิ่มความคิดเห็นให้กับข้อมูล
8. การพยากรณ์ (Predicting) เป็นการสรุปคำตอบล่วงหน้าก่อนจะทดลองโดยอาศัยปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นช้าๆ หลักการ กฎหรือทฤษฎีที่มีอยู่แล้วเรื่องนั้นๆ มาช่วยในการสรุป เช่น การพยากรณ์ข้อมูลที่เกี่ยวกับตัวเลขได้แก่ ข้อมูลที่เป็นตามรางหรือกราฟ ซึ่งทำได้ 2 แบบ คือการพยากรณ์ภายในขอบเขตของข้อมูลที่มีอยู่กับการพยากรณ์นอกขอบเขตของข้อมูลที่มีอยู่ เช่น การทำนายผลของข้อมูลเชิงปริมาณ เป็นต้น
9. การตั้งสมมติฐาน (Formulating Hypothesis) เป็นการคิดหาคำตอบล่วงหน้าก่อนจะทำการทดลอง โดยอาศัยการสังเกต ความรู้ ประสบการณ์เดิมเป็นพื้นฐานคำตอบที่คิดล่วงหน้านี้ยังไม่เป็นหลักการ กฎ หรือทฤษฎีมาก่อน
10. การกำหนดและควบคุมตัวแปร (Identifying and Controlling Variables) เป็นการชี้บ่งตัวแปรต้น ตัวแปรตาม และตัวแปรควบคุมในสมมติฐานหนึ่งๆ
ตัวแปรต้นหรือตัวแปรอิสระ คือ สิ่งที่เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดผลต่างๆ หรือสิ่งที่เราต้องการทดลองดูว่า เป็นสาเหตุที่ก่อให้เกิดผลเช่นนั้นจริงหรือไม่
ตัวแปรตาม คือ สิ่งที่เป็นผลต่อเนื่องมาจากตัวแปรต้น เมื่อตัวแปรต้นหรือสิ่งที่เป็นสาเหตุเปลี่ยนไป ตัวแปรตามหรือสิ่งที่เป็นผลอาจจะเปลี่ยนไปด้วย
ตัวแปรควบคุม คือ สิ่งอื่นๆ นอกเหนือจากตัวแปรต้นที่มีผลต่อการทดลองซึ่งจะต้องควบคุมให้เหมือนๆ กัน มิเช่นนั้นอาจทำให้ผลการทดลองคลาดเคลื่อน
11. การกำหนดนิยามเชิงปฏิบัติการ (Defining Operation) เป็นการกำหนดความหมายและขอบเขตของคำต่างๆ ให้เข้าใจตรงกัน และสามารถสังเกตหรือวัดได้
12. การทดลอง (Experimenting) เป็นกระบวนการปฏิบัติเพื่อหาคำตอบหรือทดสอบสมมติฐานที่ตั้งไว้ในการทดลองจะประกอบด้วยกิจกรรม 3 ขั้นตอน คือ
12.1 การออกแบบการทดลบอง หมายถึง การวางแผนการทดลองก่อนลงมือทดลองจริง เพื่อกำหนดวิธีการทดลองและอุปกรณ์ที่ต้องใช้ในการทดลอง
12.2 การปฏิบัติการทดลอง หมายถึง การลงมือปฏิบัติการทดลองจริง
12.3 การบันทึกผลการทดลอง หมายถึง การจดบันทึกข้อมูลที่ได้จากการทดลอง ซึ่งอาจเป็นผลจากการสังเกต การวัดและอื่นๆ
13. การตีความหมายข้อมูลและลงข้อสรุป (Interpreting Data and Making Conclusion)
หมายถึง การแปลความหมายหรือการบรรยายลักษณะและสมบัติของข้อมูลที่มีอยู่ บางครั้งต้องใช้ทักษะอื่นๆ เข้าช่วยด้วย เช่น การสังเกต การคำนวณ เป็นต้น การลงข้อสรุป เป็นการสรุปความสัมพันธ์ของข้อมูลทั้งหมด ความสามารถที่แสดงให้เห็นว่าเกิดทักษะการลงข้อสรุปคือ บอกความสัมพันธ์ของข้อมูลได้ เช่น การอธิบายความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรบนกราฟ

วันจันทร์ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2552

ตัวอย่างสถานการณ์ การทำโครงงานวิทยาศาสตร์

ตัวอย่างสถานการณ์ การทำโครงงานวิทยาศาสตร์
สถานการณ์ที่ 1

ตัวอย่างการตั้งชื่อเรื่อง การศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อการละลายสารเคมีบางชนิดที่ใช้ภายในบ้าน


อุปกรณ์ที่ต้องเตรียม

1. ชนิดของผลึก หรือของแข็ง เช่น เกลือแกง , น้ำตาลทราย , ด่างทับทิม , การบูร , จุนสี ฯลฯ
2. น้ำกลั่น
3. บีกเกอร์ขนาด 50 cm3 6 ใบ
4. ตะเกียงแอลกอฮอล์ 1 ชุด
5. แท่งแก้วคนสาร 5 อัน
6. เทอร์โมมิเตอร์ 1 อัน
7. ช้อนตักสาร 5 อัน
8. เครื่องชั่งสาร 1 เครื่อง
9. หลอดทดลองขนาดกลาง 6 หลอด พร้อมที่ตั้งและแปรงล้างหลอด
เอกสารที่ต้องศึกษา

1. ความรู้เกี่ยวกับสารเคมีที่นำมาทดลอง
2. การละลาย



สถานการณ์ที่ 2.

ตัวอย่างการตั้งชื่อเรื่อง การศึกษาปัจจัยของแรงเสียดทาน ต่อการเคลื่อนที่ของวัตถุชนิดต่าง ๆ
อุปกรณ์ที่ต้องเตรียม

1. เครื่องชั่งสปริง 1 อัน
2. แผ่นไม้กระดาน ยาว 1.5 ม.
3. ถุงทราย 500 กรัม 3 ถุง
4. แผ่นกระดานไม้ ขนาด -10 X 3.5 cm. - 10 X 4.0 cm. - 10 X 4.5 cm

5. แผ่นโฟม , พลาสติก กระดาษแข็ง ขนาด 10 X 4.0 cm อย่างละ 1 แผ่น

เอกสารที่ต้องศึกษา
1. ความรู้เกี่ยวกับแรงเสียดทาน
2. พื้นเอียง



สถานการณ์ที่ 3.

ตัวอย่างการตั้งชื่อเรื่อง การศึกษาความทนทานของปลาต่อความเข้มข้นของสารละลายผงซักฟอก

อุปกรณ์ที่ต้องเตรียม
1. ผงซักฟอก 1 – 2 ชนิดอย่างละ 1 ซองเล็ก
2. เครื่องชั่งสาร 1 เครื่อง
3. บีกเกอร์ ขนาด 250 cm3 8 ใบ หรือกล่องพลาสติก หรือขวดกาแฟใหญ่
4. น้ำกลั่น
5. หลอดฉีดยา 1 หลอด
6. แท่งแก้วคนสาร
7. ช้อนตักสาร เบอณ 1-2
8. เทอร์โมมิเตอร์
9. กระดาษpH 1-14 1กล่อง
10. ปลาหางนกยูงหรือลูกปลานิลหรือปลาเหยื่อ ประมาณ 30-50 ตัว
เอกสารที่ต้องศึกษา

1. ความรู้เกี่ยวกับสารเคมีที่นำมาทดลอง
2. การละลาย













สถานการณ์ที่ 4.

ตัวอย่างการตั้งชื่อเรื่อง เซลล์ไฟฟ้าพลังดิน หรือเซลล์ไฟฟ้าจากดิน
อุปกรณ์ที่ต้องเตรียม

1. เครื่องวัดกระแสไฟฟ้า 1 ตัว
2. แผ่นโลหะ เช่น ทองแดง , สังกะสี , ตะกั่ว ,ดีบุก , อะลูมิเนียม อย่างละ 6 แผ่น เพื่อทำขั้วไฟฟ้า
3. สายไฟฟ้า ข้างหนึ่งเป็นที่เสียบปลายข้าหนึ่งเป็นคริบปากจระเข้ 2-3 คู่
4. หลอดฉีดยา 1 หลอด
5. บีกเกอร์ หรือกระป๋องพลาสติกขนาดเล็ก 6 ใบ
6. ดินเหนียว , ดินร่วน , ดินทราย อย่างละ 1 ถุง
7. กระดาษ pH 1-14 1กล่อง
8. เทอร์โมมิเตอร์

เอกสารที่ต้องศึกษา

1. ความรู้เกี่ยวกับเซลล์ไฟฟ้าเคมี
2. ความรู้เรื่องดิน













สถานการณ์ที่ 5.

ตัวอย่างการตั้งชื่อเรื่อง กาวจากโฟม
อุปกรณ์ที่ต้องเตรียม

1. เศษโฟมที่ไม่ใช้แล้ว
2. สารที่เป็นตัวทำละลาย เช่น น้ำมันก๊าด , ทินเนอร์ ,น้ำมันเบนซิน , แอลกอฮอล์ เป็นต้น
3. เครื่องชั่งสาร 1 เครื่อง
4. เครื่องชั่งสปริง
5. กาวลาเทกซ์ 1 ขวด
6. กาวน้ำ 1 ขวด
7. แท่งแก้วคนสาร 3 อัน
8. ขวดพลาสติก เพื่อใส่กาว
9. กระดาษแข็ง , กระดาษบาง , แผ่นไม้เล็กๆ ตัดเป็นชิ้น ๆ สำหรับตรวจสอบความเหนียว
เอกสารที่ต้องศึกษา

1. ความรู้เกี่ยวกับโฟม
2. วิธีทำกาว
3. การละลายสาร














สถานการณ์ที่ 6.
ตัวอย่างการตั้งชื่อเรื่อง การทำสารดับกลิ่น

อุปกรณ์ที่ต้องเตรียม


1. ผลมะกรูด , ใบฝรั่ง , ใบยูคาลิปตัส
2. สารละลายแอมโมเนีย
3. บีกเกอร์ขนาด 250 cm3 5 ใบ
4. กระดาษแข็ง
5. แท่งแก้วคนสาร 5 อัน
6. เทอร์โมมิเตอร์ 1 อัน
7. เครื่องชั่งสาร 1 เครื่อง
8. กระดาษ pH

เอกสารที่ต้องศึกษา
1. ความรู้เกี่ยวกับกลิ่น หรือปัสสาวะ
2. ความรู้เกี่ยวกับ มะกรูด , ใบฝรั่ง , ใบยูคาลิปตัส





















สถานการณ์ ที่ 7.

ตัวอย่างการตั้งชื่อเรื่อง การประดิษฐ์กล่องบรรจุไข่

อุปกรณ์ที่ต้องเตรียม

1. ไข่ไก่ หรือไข่เป็ด 5-8 ฟอง
2. กล่องกระดาษเปล่า เล็ก ๆ 2-3 กล่อง
3. โฟมเล็ก ๆ 4-5 แผ่น
4. กระดาษกาวย่น 1 ม้วน
5. มีดคัตเตอร์
6. กรรไกร
7. ยางรัด หรือเชือกฟาง

เอกสารที่ต้องศึกษา
ความรู้เกี่ยวกับการบรรจุหีบห่อ



สถานการณ์ที่ 8.

ตัวอย่างการตั้งชื่อเรื่อง การศึกษาแรงตึงผิวจากสารละลายผงซักฟอก

อุปกรณ์ที่ต้องเตรียม

1. น้ำกลั่น
2. แก้วใส่น้ำ 5-8 ใบ
3. ผงซักฟอก 1-2 ชนิด
4. บีกเกอร์เตรียมสาร ขนาด 250 cm3 2 ใบ
5. ช้อนตักสาร 5 อัน
6. กระบอกตวง 1-2 อัน
7. เหรียญบาทขนาดเดียวกัน 50 เหรียญ
เอกสารที่ต้องศึกษา
ความรู้เกี่ยวกับแรงตึงผิว



สถานการณ์ที่ 9.
ตัวอย่างการตั้งชื่อเรื่อง ความทนทานของยุงต่อสารละลายเกลือแกง

อุปกรณ์ที่ต้องเตรียม


1. น้ำกลั่น
2. บีกเกอร์ขนาด 50 cm3 3 ใบ
3. แท่งแก้วคนสาร 2-3 อัน
4. กระบอกฉีดยา 1-2 อัน
5. กระบอกตวง 1-2 อัน
6. ลูกน้ำยุง
7. ช้อนตักสาร 1-2 อัน
8. กระดาษpH

เอกสารที่ต้องศึกษา
1. ความรู้เกี่ยวกับสารเคมีที่ใช้ในบ้าน
2. ความเป็นกรด-เบส



สถานการณ์ที่ 10.

ตัวอย่างการตั้งชื่อเรื่อง กระแสไฟฟ้าเกิดจากแม่เหล็กไฟฟ้า

อุปกรณ์ที่ต้องเตรียม
1. แม่เหล็ก 2 แท่ง
2. ตะปู 4 หรือ 6 นิ้ว
3. ตะปูเข็ม 1 กล่อง
4. ลวดทองแดง
5. กล่องถ่านไฟฉาย 3 กล่อง
6. ผงตะไบเหล็ก
7. เข็มทิศ 2 อัน
8. สายไฟฟ้าแดงดำ 6 คู่
เอกสารที่ต้องศึกษา

1. ความรู้เรื่องเกี่ยวกับแม่เหล็กไฟฟ้า



















ประเภทของโครงงานวิทยาศาสตร์

เรื่องประเภทของโครงงานวิทยาศาสตร์
โครงงานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแบ่งออกเป็น 4 ประเภท
1. โครงงานประเภทการทดลอง
เด่นของโครงงานประเภทนี้คือ เป็นโครงงานที่มีการออกแบบการทดลองเพื่อศึกษาของตัวแปรหนึ่งที่มีต่อแปรอีกตัวหนึ่งที่ต้องการศึกษา โดยควบคุมตัวแปรอื่นๆ ที่อาจมีผลต่อตัวแปรที่จะต้องการศึกษาเอาไว้ หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง โครงงานที่จะจัดเป็นโครงงานประเภทการทดลองได้ จะต้องเป็นโครงงานที่มีการจัดกระทำกับตัวแปรต้น หรือเรียกอกอย่างหนึ่งว่า ตัวแปรอิสระ มีการวัดตัวแปรตาม (ผลที่ต้องการ) และควบคุมตัวแปรอื่นๆ ที่ไม้ต้องการศึกษา โดยทั่วไป ขั้นตอนการดำเนินงานของโครงงานประเภทนี้จะประกอบด้วย การกำหนดปัญหา การตั้งจุดมุ่งหมาย สมมติฐาน การกำหนดตัวแปรต่าง การออกแบบการทดลอง การรวบรวมข้อมูล การดำเนินการทดลอง การแปรผลและการสรุปผล

2. โครงงานประเภทสำรวจรวบรวม
ลักษณะเด่นของโครงงานประเภทนี้ ไม่มีการจัดหรือกำหนดตัวแปรต่างๆ ที่ต้องการศึกษา โครงงานประเภทสำรวจรวบรวมข้อมูลนี้ ผู้ทำโครงงานเพียงต้องการสำรวจและรวบรวมข้อมูล แล้วนำข้อมูลนั้นมาจำแนกเป็นหมวดหมู่ และนำเสนอในรูปแบบต่างๆ เพื่อให้เห็นลักษณะหรือความสัมพันธ์ในเรื่องที่ต้องการศึกษาได้ชัดเจนยิ่งขึ้น
การสำรวจและรวบรวมข้อมูลนี้อาจทำได้ในหลายรูปแบบ เช่น การออกไปเก็บข้อมูลในภาคสนาม ซึ่งในบางครั้ง บางเรื่องก็สามารถเก็บรวบรวมข้อมูลต่างๆ ที่ต้องการในท้องถิ่น หรือในสถานที่ต่างๆ ที่ต้องการศึกษาค้นคว้า ในขณะที่ออกไปปฏิบัติการนั้นโดยไม่ต้องนำวัตถุตัวอย่างกลับมาวิเคราะห์ในห้องปฏิบัติการอีก ตัวอย่างโครงงานประเภทนี้ได้แก่
- การสำรวจประชากรและชนิดของสิ่งต่างๆ เช่น สัตว์ พืช หิน แร่ ฯลฯ
ในท้องถิ่น หรือในบริเวณที่ต้องการศึกษา
- การสำรวจพฤติกรรมด้านต่าง ๆ ของสัตว์ในธรรมชาติ
- การสำรวจทิศทางและอัตราเร็วลมในท้องถิ่น
- การสำรวจการผุกร่อนของสิ่งก่อสร้างที่ทำด้วยหินอ่อนในแหล่งต่างๆ
ฯลฯ
ในบางครั้งการออกภาคสนามก็เพื่อไปเก็บวัสดุตัวอย่างมาวิเคราะห์ในห้องปฏิบัติการ เพราะไม่สามารถที่จะวิเคราะห์และรวบรวมข้อมูลได้ทันที ในขณะออกไปปฏิบัติการภาคสนาม ตัวย่างโครงงานประเภทนี้ ได้แก่
- การสำรวจคุณภาพน้ำ เช่น ความขุ่น ความเป็นกรด – เบส ค่า BOD ฯลฯ
แหล่งน้ำต่างๆ ที่ต้องการศึกษา เช่น บริเวณใกล้ๆ โรงงานน้ำอัดลม โรงงานผลิตสุรา ฯลฯ
- การศึกษาสมบัติ เช่น จุดเดือด จุดหลอมเหลว ความหนาแน่น ของสารต่างๆ
ที่สกัดได้จากวัสดุหรือพืชชนิดใดชนิดหนึ่งที่ต้องการศึกษา
- การสำรวจคุณภาพของดิน เช่น ความชื้น ปริมาณสารอินทรีย์ ความเป็นกรด
เบส จากแหล่งต่างๆ ที่ต้องการศึกษา
- การศึกษาสำรวจมลพิษของอากาศในแหล่งต่างๆ
ฯลฯ
ในการสำรวจรวบรวมข้อมูลบางอย่างแทนที่จะต้องอออกไปสำรวจตามธรรมชาติบางครั้งก็อาจจำลองธรรมชาติขึ้นในห้องปฏิบัติการแล้วสังเกต และศึกษารวบรวมข้อมูลต่างๆ ในธรรมชาติจำลองนั้นๆ เช่น
- การศึกษาวงจรชีวิตไหมที่เลี้ยงในห้องปฏิบัติการ
- การศึกษาพฤติกรรมของมดที่เลี้ยงในห้องปฏิบัติการ
ฯลฯ

3. โครงงานประเภทสิ่งประดิษฐ์

ลักษณะเด่นของโครงงานประเภทนี้ เป็นโครงงานที่เกี่ยวกับการประยุกต์ทฤษฎีหรือหลักการทางวิทยาศาสตร์มาประดิษฐ์ เครื่องมือ เครื่องใช้ หรืออุปกรณ์ เพื่อประโยชน์ใช้สอยต่างๆ ซึ่งอาจเป็นการคิดประดิษฐ์สิ่งของใหม่ หรือปรับปรุงเปลี่ยนแปลงของเดิมที่มีอยู่แล้วให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้นก็ได้ โครงงานประเภทนี้รวมไปถึง การสร้างแบบจำลองเพื่ออธิบายแนวความคิดต่างๆ โดยใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ไปแก้ปัญหาต่างๆ


4. โครงงานประเภททฤษฎี
เป็นโครงงานเกี่ยวกับการนำเสนอ ทฤษฎี หลักการ หรือแนวความคิดใหม่ๆ ซึ่งอาจอยู่ในรูปของสูตร สมการ หรือคำอธิบายโดยผู้เสนอได้ตั้งกติกาหรือข้อตกลงเอง แล้วเสนอทฤษฎี หลักการแนวความคิด หรือจินตนาการของตนเองตามกติกา หรือข้อตกลงนั้น หรืออาจใช้กติกา หรือข้อตกลงอันเดิมมาอธิบายสิ่งหรือปรากฏการณ์ต่างๆ ในแนวใหม่ ทฤษฎี หลักการ แนวความคิดหรือจินตนาการที่เสนอนี้อาจจะใหม่ไม่มีใครคิดมาก่อน หรืออาจขัดแย้งกับทฤษฎีเดิม หรือเป็นการขยายทฤษฎีหรือแนวความคิดเดิมก็ได้ การทำโครงงานประเภทนี้ จุดสำคัญอยู่ที่ผู้ต้องมีพื้นฐานความรู้ในเรื่องนั้นๆ เป็นอย่างดี จึงจะสามารถเสนอโครงงานประเภทนี้ได้อย่างมีเหตุผล และน่าเชื่อถือ หรืออาจทำได้โดยสร้างเครื่องมือขึ้นประกอบการอธิบาย โดยทั่วไปโครงงานประเภทนี้จัดเป็นวิทยาศาสตร์บริสุทธิ์หรือโครงงานทางคณิตศาสตร์