วันอังคารที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

ตัวอย่างแบบสำรวจ

แบบสำรวจ ปริมาณขยะในโรงเรียนพุทธชินราชพิทยา


ส่วนที่ 1

เพศ ชาย หญิง อายุ............ปี ระดับชั้น ................... อาชีพ.........................



ส่วนที่ 2

คำชี้แจง ...........................................................................................................



รายการประเมิน            ความคิดเห็น         คะแนน
                                                                                        
                                                                                                              3        2      1      รวม


1. ปริมาณขยะในแต่ละวันของโรงเรียน

2. การทิ้งขยะของนักเรียน ทิ้งเป็นที่

3. การคัดแยกชนิดของขยะก่อนทิ้ง

4. การจัดชนิดของถังขยะ ได้ครบทุกประเภท

5. นักเรียนมีความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับการคัดแยกขยะ

6. ความสามารถในการนำขยะไปใช้ประโยชน์

7. การถูกกลิ่นขยะรบกวน

8. ขยะในโรงเรียนเป็นแหล่งเชื้อโรค และแหล่งอาหารของสัตว์ที่เป็นพาหะ

9. ปริมาณขยะเปียกในโรงเรียน

10. การจัดการนำขยะไปทิ้งต่อ ภายนอกบริเวณโรงเรียน

รวม รวมคะแนนเฉลี่ย



ส่วนที่ 3ข้อเสนอแนะ

..............................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................

วันพุธที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2554

รูปแบบการเขียนรายงาน

เรื่อง การเขียนรายงานโครงงานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
ส่วนประกอบของการเขียนรายงานโครงงานวิทยาศาสตร์ โดยทั่วไปประกอบด้วย
1. ปกนอก
เป็นส่วนที่อยู่ด้านหน้าสุดของรายงานโครงงาน จะใช้กระดาษแข็ง เนื้อหาส่วนใหญ่คือ
- ชื่อเรื่องโครงงาน
- ชื่อผู้จัดทำโครงงาน
- ชื่อสถานที่ศึกษา
- จุดประสงค์ในการนำเสนอโครงงาน
2. ปกใน
เป็นส่วนที่อยู่รองจากปกนอกรายละเอียดจะคล้ายกับปกนอก ประกอบด้วย
- ชื่อเรื่องโครงงาน
- ชื่อผู้จัดทำโครงงาน
- ชื่ออาจารย์ที่ปรึกษา
- ชื่อสถานที่ศึกษา
- จุดประสงค์ในการนำเสนอโครงงาน
3. กิตติกรรมประกาศ
ส่วนใหญ่โครงงานวิทยาศาสตร์มักจะเป็นกิจกรรมที่ได้รับความร่วมมือจากหลายฝ่ายดังนั้นเพื่อเป็นการเสริมสร้างบรรยากาศของความร่วมมือ จึงควรได้กล่าวขอบคุณบุคลากรหรือหน่วยงานต่าง ๆ ที่มีส่วนช่วยให้โครงงานนี้สำเร็จด้วย และเพื่อให้ผู้จัดทำโครงงานได้แสดงออกถึงความกตัญญู รู้จักบุญคุณ นอกจากนี้ยังสามารถยืนยันถึงความสนใจ ในการทำโครงงานอีกด้วย
4. บทคัดย่อ
อธิบายถึงที่มาและความสำคัญของโครงงาน วัตถุประสงค์ วิธีดำเนินการ และผลที่ได้ตลอดจนข้อสรุปต่าง ๆ อย่างย่อประมาณ 300-350 คำ (ถ้าใช้โปรแกรม Microsoft Word ในการพิมพ์สามารถตรวจสอบจำนวนคำจากเมนูเครื่องมือ เลือกคำสั่งนับจำนวนคำ )

5. สารบัญ
สารบัญจะเป็นส่วนที่ช่วยให้ผู้อ่านเห็นเค้าโครงโครงงาน และยังช่วยในการค้นหาแต่ละหัวข้อได้อย่างสะดวกรวดเร็ว แยกตามลักษณะรายละเอียดได้ดังนี้
- สารบัญเรื่อง จะบอกเนื้อหาแต่ละเรื่องว่าอยู่หน้าไหน
- สารบัญตาราง จะบอกว่าตารางแต่ละตารางว่าอยู่หน้าไหน
- สารบัญรูปภาพ จะบอกว่ารูปภาพแต่ละรูปภาพว่าอยู่หน้าไหน
- สารบัญแผนภูมิและกราฟ จะบอกว่าแผนภูมิและกราฟแต่ละอันว่าอยู่หน้าไหน
6. ส่วนเนื้อเรื่องของการเขียนรายงาน
6.1 บทที่ 1 บทนำ เป็นบทแรกของการเสนอรายงานโครงงาน เป็นการกล่าวถึงเหตุจูงใจในการทำโครงงานเรื่องนี้ ทำแล้วจะได้ประโยชน์อะไร เป็นต้น ซึ่งจะประกอบด้วยหัวข้อดังนี้
- ภูมิหลัง หรือ ที่มาและความสำคัญ
ในการเขียนที่มาและความสำคัญของโครงงานวิทยาศาสตร์ ผู้ทำโครงงานจำเป็น ต้องศึกษา หลักการทฤษฎีเกี่ยวกับเรื่องที่สนใจจะศึกษา หรือพูดเข้าใจง่าย ๆ ว่าเรื่องที่สนใจจะศึกษานั้นต้องมีทฤษฎีแนวคิดสนับสนุน เพราะความรู้เหล่านี้จะเป็นแนวทางสำคัญในเรื่องต่อไปนี้ คือ แนวทางตั้งสมมติฐานของเรื่องที่ศึกษา แนวทางในการออกแบบการทดลองหรือการรวบรวมข้อมูลใช้ประกอบการอภิปรายผลการศึกษา ตลอดจนเสนอแนะเพื่อนำความรู้และ สิ่งประดิษฐ์ใหม่ที่ค้นพบไปใช้ประโยชน์ต่อไป การเขียนที่มาและความสำคัญของโครงงาน คือ การอธิบายให้กระจ่างชัดว่าทำไม ต้องทำ ทำแล้วได้อะไร หากไม่ทำจะเกิดผลเสียอย่างไร ซึ่งมีหลักการเขียนคล้ายการเขียนเรียงความ ทั่ว ๆ ไป คือ มีคำนำ เนื้อเรื่อง และสรุป
ส่วนที่ 1 คำนำ : เป็นการบรรยายถึงนโยบาย เกณฑ์ สภาพทั่ว ๆ ไป หรือปัญหาที่มีส่วนสนับสนุนให้ริเริ่มทำโครงงานวิทยาศาสตร์
ส่วนที่ 2 เนื้อเรื่อง : อธิบายถึงรายละเอียดเชื่อมโยงให้เห็นประโยชน์ของการทำโครงงานวิทยาศาสตร์ โดยมี หลักการ ทฤษฎีสนับสนุนเรื่องที่ศึกษา หรือการบรรยายผลกระทบ ถ้าไม่ทำโครงงานเรื่องนี้
ส่วนที่ 3 สรุป : สรุปถึงความจำเป็นที่ต้องดำเนินการตามส่วนที่ 2 เพื่อแก้ไขปัญหา ค้นข้อความรู้ใหม่ ค้นสิ่งประดิษฐ์ใหม่ให้เป็นไปตามเหตุผลส่วนที่ 1
- ความมุ่งหมายของการทำโครงงาน หรือ วัตถุประสงค์
คือ กำหนดจุดมุ่งหมายปลายทางที่ต้องการให้เกิดจากการทำโครงงานวิทยาศาสตร์ ในการเขียนวัตถุประสงค์ ต้องเขียนให้ชัดเจน อ่านเข้าใจง่ายสอดคล้องกับชื่อโครงงาน หากมีวัตถุประสงค์หลายประเด็น ให้ระบุเป็นข้อ ๆ การเขียนวัตถุประสงค์มีความสำคัญต่อแนวทาง การศึกษา ตลอดจนข้อความรู้ที่ค้นพบหรือสิ่งประดิษฐ์ที่ค้นพบนั้นจะมีความสมบูรณ์ครบถ้วน คือ ต้องสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ทุก ๆ ข้อ
- ตัวแปรต่าง ๆ
ตัวแปรที่ศึกษา การศึกษาโครงงานวิทยาศาสตร์ ส่วนมากมักเป็นการศึกษาความสัมพันธ์เชิงเหตุและผล หรือความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรตั้งแต่ 2 ตัวแปรขึ้นไป การบอกชนิดของตัวแปรอย่างถูกต้องและชัดเจน รวมทั้งการควบคุมตัวแปรที่ไม่สนใจศึกษา เป็นทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ที่ผู้ทำโครงงานต้องเข้าใจ ตัวแปรใดที่ศึกษาเป็นตัวแปรต้น ตัวแปรใดที่ศึกษาเป็น ตัวแปรตาม และตัวแปรใดบ้างเป็นตัวแปรที่ต้องควบคุมเพื่อเป็นแนวทางการออกแบบการทดลอง ตลอดจนมีผลต่อการเขียนรายงานการทำโครงงานวิทยาศาสตร์ที่ถูกต้อง สื่อความหมายให้ผู้ฟังและ ผู้อ่านให้เข้าใจตรงกัน
- สมมติฐาน
สมมติฐานของการศึกษา เป็นทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ที่ผู้ทำโครงงานต้องให้ความสำคัญ เพราะจะทำให้เป็นการกำหนดแนวทางในการออกแบบการทดลองได้ชัดเจนและรอบคอบ ซึ่งสมมติฐานก็คือ การคาดคะเนคำตอบของปัญหาอย่างมีหลักและเหตุผล ตามหลักการ ทฤษฎี รวมทั้งผลการศึกษาของโครงงานที่ได้ทำมาแล้ว
- นิยามศัพท์เฉพาะ หรือนิยามเชิงปฏิบัติการ
เป็นนิยามที่ผู้ทำการทดลองกำหนดความหมายและขอบเขตของคำหรือข้อความต่าง ๆ หรือตัวแปรต้นกับตัวแปรตามที่อยู่ในสมมติฐานให้เข้าใจตรงกัน และสามารถสังเกตหรือวัดได้ โดยการบรรยายในเชิงรูปธรรมหลักสำคัญในการกำหนดนิยามเชิงปฏิบัติการ คือ จะต้องกำหนดนิยามให้ครอบคลุมว่า ต้องทำความสามารถอะไร ต้องปฏิบัติอย่างไร จะสังเกตอะไรจากการทดลองหรือสำรวจ
ตัวอย่าง การให้นิยามของก๊าซออกซิเจน
นิยามทั่ว ๆ ไป : ออกซิเจนเป็นก๊าซที่มีเลขอะตอมเท่ากับ 8 และมวลอะตอมเท่ากับ 16 ( ทุกคนเข้าใจตรงกันแต่สังเกตและวัดไม่ได้ )
นิยามเชิงปฏิบัติการ : ออกซิเจนเป็นก๊าซที่ช่วยในการติดไฟ เมื่อนำก้อนถ่านที่คุแดงแหย่ลงไปในก๊าซนั้นแล้ว ก้อนถ่านจะลุกเป็นเปลวไฟ ( ทุกคนเข้าใจตรงกัน สังเกตและวัดได้ )
- ขอบเขตของการศึกษาโครงงาน
ผู้ทำโครงงานวิทยาศาสตร์ ต้องให้ความสำคัญต่อการกำหนดขอบเขตการทำโครงงาน เพื่อให้ได้ผลการศึกษาที่น่าเชื่อถือ ซึ่งได้แก่ การกำหนดประชากร กลุ่มตัวอย่าง ตลอดจนตัวแปรที่ศึกษา
6.2 บทที่ 2 เอกสารที่เกี่ยวข้อง เป็นบทที่แสดงถึงความรู้ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่จะศึกษา อย่างละเอียด
6.3 บทที่ 3 วัสดุอุปกรณ์และวิธีการดำเนินงาน เป็นบทที่แสดงถึงการวางแผนออกแบบการทดลอง ว่าจะใช้อะไรดำเนินการอย่างไรบ้าง ซึ่งประกอบด้วย
- เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา
- ขั้นตอนและวิธีการศึกษาโครงงาน
- การเก็บรวบรวมข้อมูล
6.4 บทที่ 4 ผลการศึกษา เป็นการนำเสนอผลการศึกษาหรือผลการทดลองต่าง ๆ แต่ละขั้นตอน ที่สังเกตรวบรวมได้ รวมทั้งการวิเคราะห์ข้อมูลที่วิเคราะห์ได้ โดยเสนอผลในรูปแบบต่าง ๆ เช่น ตาราง กราฟ แผนภูมิ เป็นต้น
6.5 บทที่ 5 สรุปและอภิปรายผลการทดลอง อธิบายผลสรุปที่ได้จากการทำโครงงาน ถ้ามีการตั้งสมมติฐาน ควรระบุด้วยว่าข้อมูลที่ได้สนับสนุนหรือคัดค้านสมติฐานที่ตั้งไว้ หรือยังสรุปไม่ได้ นอกจากนี้ยังควรกล่าวถึงการนำผลการทดลองไปใช้ประโยชน์ อุปสรรคของการทำโครงงานหรือข้อสังเกตที่สำคัญหรือข้อผิดพลาดบางประการที่เกิดขึ้นจากการทำโครงงานนี้ รวมทั้งข้อเสนอแนะเพื่อการปรับปรุงแก้ไข หากมีผู้ศึกษาค้นคว้าในเรื่องที่ทำนองนี้ต่อไปในอนาคตด้วย
7. ภาคผนวก
เป็นการเสนอเนื้อหาที่สอดคล้องกับการดำเนินงานโครงงาน หรือทฤษฎีต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง
8. บรรณานุกรม เป็นการอ้างอิงหลักฐานเอกสารที่ค้นคว้าเกี่ยวกับการศึกษาโครงงาน โดยมีรูปแบบการนำเสนอดังนี้
- ชื่อผู้แต่ง นามสกุล.// ชื่อหนังสือ.// ครั้งที่พิมพ์.(ถ้าพิมพ์ครั้งที่ 2 เป็นต้นไป) เมืองที่พิมพ์ / : / สำนักพิมพ์, / ปีที่พิมพ์. ( เครื่องหมาย / หมายถึง การเว้น 1 เคาะ )
- การนำเสนอต้องเรียงลำดับตามตัวอักษรชื่อผู้แต่งโดยไม่มีคำนำหน้า
- เริ่มต้นแต่ละรายการของบรรณานุกรมโดยพิมพ์ชิดขอบซ้ายมือ ถ้าไม่จบในบรรทัดเดียวให้พิมพ์ต่อในบรรทัดถัดมาในระยะที่ 9
- ผู้แต่งคนเดียวกันเขียนงานหลายเรื่องและนำมาลงรายการบรรณานุกรมไว้ด้วยกัน งานชิ้นแรกให้ลงนามผู้แต่งตามหลักเกณฑ์การลงรายการผู้แต่งในบรรณานุกรม ต่อมาชิ้นหลัง ๆ ใช้ขีดเส้นยาวติดต่อกันระยะ 8 ช่วงตัวอักษรแทนนามผู้แต่ง ตามด้วยเครื่องหมายมหัพภาคแล้วจึงขึ้นชื่อเรื่องและเรียงลำดับตามอักษรชื่อเรื่องนั้น


ดังตัวอย่าง
ชลัยพร เหมะรัชตะ และคนอื่นๆ. การค้นคว้าและเขียนรายงาน. พิมพ์ครั้งที่ 2 แก้ไขเพิ่มเติม.
กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2540.
ภัทรธิรา ผลงาม. ทรัพยากรมนุษย์กับการพัฒนา. เลย : สถาบันราชภัฏเลย , 2544.
__________. ระเบียบวิธีวิจัยทางสังคมศาสตร์. เลย : สถาบันราชภัฏเลย , 2545.

9. ใบรองปกหน้า – หลัง เป็นกระดาษเปล่าขนาดเดียวกับที่ใช้พิมพ์รายงาน เพื่อป้องกันปกใน และเนื้อหาในแผ่นสุดท้ายอีกชั้นหนึ่ง
10. ปกหลัง เป็นกระดาษแข็งเช่นเดียวกับปกหน้า เพื่อเย็บเป็นรูปเล่ม

วันศุกร์ที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

การกำเนิดหิน


แหล่งที่มา:http://www.youtube.com/v/VSkacJ0OR_Q?version=3&hl=th_TH

กำเนิดหินชนิดต่าง ๆ
หินแบ่งออกได้เป็น 3 ชนิด ตามสภาพการเกิดคือ หินอัคนี หินตะกอน และหินแปร


1)หินอัคนี

หินอัคนี คือ หินที่เกิดจากการรวมตัวของแร่ที่ตกผลึกจากสารหลอมละลายหรือหินหนืด หรือMagma (หินหนืดที่ถูกผลักดันสู่ผิวโลกหรือเรียกหินละลาย หรือ lava)ที่อุณหภูมิสูง ประกอบด้วยสารประกอบจำพวกซิลิเกตเป็นส่วนใหญ่ที่มีกำเนิดอยู่ใต้ผิวโลกลึกลงไป แบ่งออกได้เป็น 2 ชนิดตามลักษณะเนื้อหิน(Texture) และสถานที่ๆ แร่ตกผลึกคือ
1.1.หินอัคนีบาดาล(Plutonic rock)
หินอัคนีบาดาล(Plutonic rock) หมายถึงหินอัคนีเนื้อหยาบที่เกิดจากการเย็นตัวอย่างช้า ๆ ตกผลึกและแข็งตัวจากการหลอมละลาย ณ ระดับหนึ่งใต้ผิวโลก (โดยทั่วไปลึกมากกว่า 2 กิโลเมตร) ตัวอย่างเช่น หินแกรนิต(Granite) เป็นหินอัคนีบาดาลสีขาวเทาอาจมีจุดประสีดำๆ ประกอบด้วย แร่เขี้ยวหนุมาน (Quartz; สีขาวใส) แร่ฟันม้า (feldspar; สีขาวขุ่น) และแร่ดำๆ เช่น แร่ไบโอไทท์ (biotite) เป็นส่วนใหญ่ หินแกรนิตเป็นหินสำคัญบนเปลือกโลกส่วนทวีป (Continental crust) ในเมืองไทยมักเกิดตามแนวเทือกเขาใหญ่ของประเทศ อาทิเช่น เทือกเขาตะนาวศรีทางตะวันตก-ใต้ (จังหวัดภูเก็ต พังงา ระนอง) และเทือกเขาผีปันน้ำทางภาคเหนือ (จังหวัดลำปาง และเชียงใหม่)
หินไดโอไรท์(Diorite) เป็นหินอัคนีบาดาลสีคล้ำเข้มกว่าหินแกรนิตออกไปทางสีเทา,เขียว เนื่องจากมีปริมาณแร่เขี้ยวหนุมานลดลงมากปริมาณแร่ฟันม้าและแร่ดำๆ เช่น ไบโอไต์และฮอน เบลนด์ (hornblende;สีดำเสี้ยนยาว) เพิ่มมากขึ้นจึงเห็นเป็นสีขาวประดำเป็นส่วนใหญ่ ในเมืองไทยพบไม่มากนัก และโดยมากพบในบริเวณเดียวกับที่ที่พบหินแกรนิต เช่น ที่จังหวัดเลย แพร่ น่าน อุตรดิตถ์ เพชรบูรณ์ และเชียงราย หินแกบโบร(Gabbro) เป็นหินอัคนีบาดาลสีเข้มถึงดำ และประกอบด้วยแร่ไพรอกซีน (Pyroxene;สีดำเสี้ยนสั้น) แร่ฟันม้าชนิดแพลจิโอเคลส(Plagioclase) เป็นส่วนใหญ่และอาจมีแร่โอลิ-วีน(Olivine;สีเขียวใส) อยู่บ้าง พบไม่มากนักบนเปลือกโลกส่วนทวีป แต่จะพบอยู่มากในส่วนล่างของเปลือกสมุทร(Oceanic crust) เมืองไทยพบอยู่น้อยมากเป็นแนวเทือกเขาเตี้ย ๆ แถบจังหวัดเลย แพร่ น่าน อุตรดิตถ์ ปราจีนบุรี และศรีสะเกษ

1.2.หินภูเขาไฟ(Voleanic rock)
หินภูเขาไฟ(Volcanic rock) หมายถึงหินอัคนีเนื้อละเอียดหรือละเอียดมาก(คล้ายแก้ว) จนมองด้วยตาเปล่าไม่เห็นซึ่งเกิดจากการเย็นตัวอย่างรวดเร็วจากหินละลาย(Lava) ที่ไหลขึ้นมาสู่ผิวโลก เช่น หินไรโอโลท์(Rhyolite) เป็นหินภูขาไฟที่มีสีขาวเทาเนื้อละเอียดและมีส่วนประกอบทางแร่คล้ายกับหินแกรนิต มักประกอบด้วยผลึกดอก(Phenocryst) ซึ่งมองด้วยตาเปล่าได้ชัดเจนกระจัดกระจายอยู่ในเนื้อหิน(รูป 5.18) ผลึกดอกส่วนใหญ่ได้แก่ แร่เขี้ยวหนุมาน และแร่ไบโอไทท์ (biotite;แร่ดำเป็นแผ่นๆ) หินไรโอไลท์มักเกิดเป็นภูเขาหรือเนินกลม ๆ บางที่ก็เรียงรายเป็นเทือกเขา เมืองไทยพบอยู่ไม่มากนัก เช่น จังหวัดสระบุรี ลพบุรี และแพร่ หินแอนดีไซท์(Andesite) เป็นหินภูเขาไฟที่มีสีเขียวหรือเขียวเทาเนื้อละเอียด มีส่วนประกอบทางแร่คล้ายหินไดโอไรท์ ผลึกดอกมักเป็นแร่ฟันม้า แร่ไพรอกซีนและแร่แอมฟิโบล มักเกิดเป็นแนวเทือกเขาเป็นแนวยาวเช่นที่แถบจังหวัดสระบุรี ลพบุรี และแพร่ หินบะซอลต์(Basalt) เป็นหินภูเขาไฟสีเข้มถึงดำ เนื้อละเอียดมีส่วนประกอบทางแร่คล้ายหินแกบโบร ผลึกดอกมักเป็นแร่โอลิวีน หรือไพรอกซีน หินมักพบแร่กระจายเป็นบริเวณกว้าง เมืองไทยพบมากแถบจังหวัดศรีสะเกษ กาญจนบุรี และจันทบุรี ซึ่งบางแห่งก็เป็นต้นกำเนิดของพลอย
หินอัคนีที่สำคัญ
หินแกรนิต (Granite) เป็นหินอัคนีแทรกซอนที่เย็นตัวลงภายในเปลือกโลกอย่างช้าๆ จึงมีเนื้อหยาบซึ่งประกอบด้วยผลึกขนาดใหญ่ของแร่ควอรตซ์สีเทาใส แร่เฟลด์สปาร์สีขาวขุ่น และแร่ฮอร์นเบลนด์ หินแกรนิตแข็งแรงมาก ชาวบ้านใช้ทำครก เช่น ครกอ่างศิลา ภูเขาหินแกรนิตมักเตี้ยและมียอดมน เนื่องจากเปลือกโลกซึ่งเคยอยู่ชั้นบนสึกกร่อนผุพัง เผยให้เห็นแหล่งหินแกรนิตซึ่งอยู่เบื้องล่าง
หินบะซอลต์ (Basalt) เป็นหินอัคนีพุ เนื้อละเอียด เกิดจากการเย็นตัวของลาวา มีสีเข้มเนื่องจากประกอบด้วยแร่ไพร็อกซีนเป็นส่วนใหญ่ อาจมีแร่โอลิวีนปนมาด้วย เนื่องจากเกิดขึ้นจากแมกมาใต้เปลือกโลก หินบะซอลต์หลายแห่งในประเทศไทยเป็นแหล่งกำเนิดของอัญมณี (พลอยชนิดต่างๆ) เนื่องจากแมกมาดันผลึกแร่ซึ่งอยู่ลึกใต้เปลือกโลก ให้โผล่ขึ้นมาเหนือพื้นผิว
หินไรโอไลต์ (Ryolite) เป็นหินอัคนีพุซึ่งเกิดจากการเย็นตัวของลาวา มีเนื้อละเอียดซึ่งประกอบด้วยผลึกแร่ขนาดเล็ก มีแร่องค์ประกอบเหมือนกับหินแกรนิต แต่ทว่าผลึกเล็กมากจนไม่สามารถมองเห็นได้ ส่วนมากมีสีชมพู และสีเหลือง
หินแอนดีไซต์ (Andesite) เป็นหินอัคนีพุซึ่งเกิดจากการเย็นตัวของลาวาในลักษณะเดียวกับหินไรโอไรต์ แต่มีองค์ประกอบของแมกนีเซียมและเหล็กมากกว่า จึงมีสีเขียวเข้ม
หินพัมมิซ (Pumice) เป็นหินแก้วภูเขาไฟชนิดหนึ่งซึ่งมีฟองก๊าซเล็กๆ อยู่ในเนื้อมากมายจนโพรกคล้ายฟองน้ำ มีส่วนประกอบเหมือนหินไรโอไลต์ มีน้ำหนักเบา ลอยน้ำได้ ชาวบ้านเรียกว่า หินส้ม ใช้ขัดถูภาชนะทำให้มีผิววาว
หินออบซิเดียน (Obsedian) เป็นหินแก้วภูเขาไฟซึ่งเย็นตัวเร็วมากจนผลึกมีขนาดเล็กมาก เหมือนเนื้อแก้วสีดำ หินออบซิเดียน
2)หินตะกอน(Sedimentary Rock)

หินตะกอน คือหินที่เกิดจากการแข็งตัวและอัดตัวของตะกอนเศษหินหรือสารละลายที่ถูกตัวกลางเช่นลมและน้ำพัดพามาและสะสมตัวบนที่ต่ำ ๆ ของผิวโลกหินตะกอนแบ่งเป็น 3 ชนิดตามลักษณะของเนื้อหิน คือ

2.1 หินตะกอนเนื้อประสม
หินตะกอนแตกหลุด หรือตะกอนเม็ด(Clastic sedimentary rock) หมายถึงหินตะกอนที่ประกอบ ด้วยอนุภาคที่แตกหลุดและพัดพามาจากที่อื่น ๆ เช่น
หินดินดาน(Shale) เป็นหินตะกอนแตกหลุดเนื้อละเอียด ประกอบด้วยอนุภาคตะกอนขนาดเล็กกว่า 1/256 มม มักแสดงลักษณะเป็นชั้นๆ ขนานกัน(bed) ประกอบด้วย แร่เขี้ยวหนุมาน แร่ไมก้า(mica) และแร่ดิน(clay mineral) เป็นส่วนใหญ่ขนาดของตะกอนเล็กเกินกว่าที่จะมองเห็นด้วยตาเปล่าได้ ในเมืองไทยพบอยู่ทั่วไปเช่นแถบจังหวัดชลบุรี นครศรีธรรมราช ยะลา และกาญจนบุรี และส่วนใหญ่ของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
หินทราย(Sandstone) เป็นหินตะกอนแตกหลุดที่ประกอบด้วยอนุภาคตะกอนขนาดตั้งแต่ 1/16 - 2 มม (คือเท่าเม็ดทราย) เม็ดทรายมักมีลักษณะกลมแสดงถึงการกัดกร่อนและการพัดพา แร่เขี้ยวหนุ-มานเป็นแร่ที่พบบ่อยในหินแต่อาจมีแร่ฟันม้า แร่โกเมน (garnet) และแร่ไมก้าปะปนอยู่ด้วย บางครั้งแสดงลักษณะเป็นชั้น ๆ ชัดเจน สีแดง ๆของหินแสดงว่าหินมีตัวเชื่อมประสาน(Cement) เป็นพวกเหล็ก ในเมืองไทยพบแทบทุกจังหวัดของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เช่น จังหวัดนครราชสีมา ชัยภูมิ นครพนม และสกลนคร
หินกรวด(Conglomerate) เป็นหินตะกอนแตกหลุดที่ประกอบด้วยอนุภาคตะกอนขนาดใหญ่กว่า 2 มม (คือใหญ่เท่าเม็ดทราย)ที่ยึดเกาะกันแน่นอยู่ภายใน เนื้อหินที่ประกอบด้วยตะกอนทรายและทรายแป้ง (silt) เม็ดตะกอนมักมีลักษณะกลมมนและมีความคงทนสูง เช่นแร่เขี้ยวหนุมาน และหินควอทไซท์ แต่อาจจะประกอบด้วยหินปูนและหินแกรนิตได้ เมืองไทยพบไม่มากนักอาจมีบ้างเช่นที่จังหวัดกาญจนบุรี ระยอง และลพบุรี

2.2 หินตะกอนเคมี
หินตะกอนเคมี(Chemical หรือ Nonclastic sedimentary rock) หมายถึง หินตะกอนที่เกิดจากการตกผลึกจากสารละลายที่พัดพามาโดยน้ำ ณ อุณหภูมิต่ำเช่น
หินปูน(Limestone) เป็นหินตะกอนเคมีที่ประกอบด้วยผลึกแร่คัลไซท์(calcite) เป็นส่วนใหญ่ บางครั้งอาจมีซากบรรพชีวิน (fossils) อยู่ด้วย โดยมากแสดงลักษณะภูมิประเทศเป็นยอดเขาสูงผนังชั้นหลาย ๆ ยอดซ้อนกัน เนื่องจากได้รับอิทธิพลของการกัดเซาะและการละลายโดยน้ำ เมืองไทยพบมากแถบจังหวัดสระบุรี กาญจนบุรี ประจวบคีรีขันธ์ พังงา และชุมพร
หินเกลือ(Rock Salt) เป็นหินตะกอนเคมีที่ประกอบด้วยผลึกแร่เกลือหิน(halite) โดยปกติมักมีเนื้อเนียน มีสีขาวใส หรือไม่มีสี แต่อาจมีสีต่าง ๆ ได้ เช่น สีส้ม เหลือง แดง เนื่องจากมีมลทินของสารจำพวกเหล็กปนอยู่เมืองไทยพบมากในจังหวัดต่าง ๆ ของภาคตะวันออกเฉียงเหนือเช่น จังหวัดชัยภูมิ นครราชสีมา และขอนแก่น
ถ่านหิน(Coal) เป็นหินตะกอนอินทรีย์ สีดำ มันวาว ทึบแสงและไม่เป็นผลึก ประกอบด้วยส่วนต่าง ๆ ของต้นไม้ที่อัดกันแน่นจนกลายเป็นสภาพหิน เมืองไทยที่พบมากเป็นถ่านหินขั้นต่ำ เช่น บริเวณแถบจังหวัดลำปาง กระบี่ แพร่ สงขลา และเลย




ที่มา: http://www.thaigoodview.com/node/41368

วันอังคารที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

ความหมายโครงงานวิทยาศาสตร์

ความหมายของโครงงานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี


โครงงานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยทั่วไปรู้จักกันในลักษณะกิจกรรมทางวิทยาศาสตร์ กิจกรรมหนึ่งของนักเรียนที่นักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้นและมัธยมศึกษาตอนปลาย ทำขึ้นในโรงเรียน และอาจนำส่งเข้าประกวดในสัปดาห์วิทยาศาสตร์แห่งชาติของทุกปี โดยทั่วไปนักการศึกษานิยมเรียกว่า “โครงงานวิทยาศาสตร์” ซึ่งได้มีผู้ให้ความหมายโครงงานวิทยาศาสตร์ต่าง ๆ กันดังนี้
1) โครงงานวิทยาศาสตร์ หมายถึง การศึกษาโครงสร้างและวิธีการแก้ปัญหาหนึ่งด้านวิทยาศาสตร์ โดยจัดเขียนเป็นโครงงานเพื่อเป็นแนวทางการศึกษาต่อและมีการปฏิบัติตามแนวทางที่วางไว้ เพื่อให้โครงงานนี้สัมฤทธิ์ผล ( ซีมัวร์ เอช โฟว์เลอร์; 1964 )
2) โครงงานวิทยาศาสตร์เป็นการศึกษาเรื่องใดเรื่องหนึ่ง เพื่อตอบปัญหาที่สงสัย ซึ่งปัญหาที่จะศึกษานั้นต้องเกิดจากความสนใจของผู้ทำโครงงาน มีกระบวนการศึกษาค้นกว้าเพื่อหาคำตอบอย่างมีระบบตามวิธีทางวิทยาศาสตร์ ตลอดไปจนถึงการเผยแพร่ผลงานของตนให้ผู้อื่นเข้าใจได้ ทั้งนี้โดยมีอาจารย์วิทยาศาสตร์ หรือผู้เชี่ยวชาญในเนื้อหาและเทคโนโลยีวิธีการของเรื่องนั้นๆ เป็นที่ปรึกษาให้ความช่วยเหลือแนะนำ (นันทิยา บุญเคลือบ; 2528 )
3) โครงงานวิทยาศาสตร์ หมายถึง การศึกษาเรื่องราวด้านวิทยาศาสตร์ในหัวข้อใดหัวข้อหนึ่งที่นักเรียนสนใจ โดยมีการวางแผนที่จะศึกษาภายในขอบเขตของระดับความรู้ ระยะเวลา และอุปกรณ์ที่มีอยู่ ในการทำโครงงานวิทยาศาสตร์จะต้องใช้วิธีการทางวิทยาศาสตร์เป็นแนวทางในการแก้ปัญหา เพื่อให้ได้ผลงานที่มีความสมบูรณ์ในตัวเอง ( สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี; 2529 )

องค์ประกอบโครงงานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ที่สำคัญมีดังนี้

1. เป็นการศึกษาค้นคว้าที่เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

2. นักเรียนเป็นผู้ริเริ่ม และเลือกเรื่องที่จะศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง ตามความสนใจ ความรู้ และความสามารถ

3. เป็นกิจกรรมที่มีการใช้วิธีการทางวิทยาศาสตร์ไปช่วยในการศึกษาค้นคว้าเพื่อตอบปัญหาที่สงสัย

4. นักเรียนเป็นผู้วางแผนในการศึกษาค้นคว้า ตลอดจนดำเนินการปฏิบัติทดลองเก็บรวบรวมข้อมูล ประดิษฐ์คิดค้น รวมทั้งการแปลผล สรุปผล และเสนอผลการศึกษาค้นคว้า ด้วยตนเอง โดยมีครู - อาจารย์ หรือผู้ทรงคุณวุฒิเป็นผู้ให้คำปรึกษา

(สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี. 2533)


จุดมุ่งหมายและคุณค่าของการทำโครงงานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

1. เป็นการสนับสนุนให้นักเรียนค้นหาคำตอบที่สงสัย ในเรื่องใดเรื่องหนึ่งที่นักเรียนสนใจ มีการใช้ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งนักเรียนจะต้องลงมือปฏิบัติด้วยตนเอง โดยมีอาจารย์ที่ปรึกษาทำหน้าที่ให้คำแนะนำปรึกษาดูแล

2. เป็นการส่งเสริมการเรียนรู้ทางวิทยาศาสตร์ตามความเหมาะสมกับการดำรงชีวิตในสังคมปัจจุบันและเป็นพื้นฐาน สำหรับนักเรียนจำนวนหนึ่งในการจะพัฒนา เพื่อรับการศึกษาระดับสูงเป็นกำลังสำคัญของบ้านเมืองในด้านการใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

3. เป็นการสนับสนุนให้นักเรียนเป็นผู้มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ สามารถทำสิ่งนั้นได้ด้วยตนเอง และรู้จักแก้ปัญหาอุปสรรคต่างๆ ได้ด้วยตนเอง โดยใช้วิธีทางวิทยาศาสตร์อย่างถูกต้อง

4. ฝึกให้นักเรียนรู้จักการทำงานเป็นกลุ่ม เป็นคณะ รู้จักร่วมกันคิด ร่วมกันหารือและร่วมกันวินิจฉัยในการแก้ปัญหาอุปสรรคต่างๆ เป็นการสร้างความสามัคคี ความมีระบบระเบียบในหมู่คณะ อันเกิดจากทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์

วันอาทิตย์ที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2552

แนวคิดในการเลือกชื่อโครงงานวิทยาศาสตร์

ขั้นตอนการคิดและเลือกชื่อเรื่องที่จะทำโครงงาน

การทำโครงงานวิทยาศาสตร์เป็นการศึกษาค้นคว้าและทดลองของนักเรียนด้วยตนเองตามความสนใจโดยนำวิธีการทางวิทยาศาสตร์มาใช้การทำโครงงานวิทยาศาสตร์ให้ประสบความสำเร็จ
การทำโครงงานวิทยาศาสตร์ เป็นกิจกรรมที่ต่อเนื่องและมีการดำเนินงานหลายขั้นตอน ซึ่งขั้นตอนในการทำโครงงานตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงขั้นสุดท้ายอาจสรุปได้ดังนี้
1. การคิดและเลือกชื่อเรื่องที่จะทำโครงงาน
2. การศึกษาเอกสารที่เกี่ยวข้อ
3. การออกแบบการทดลอง
4. การจัดเค้าโครงโครงงานวิทยาศาสตร์
5. การลงมือทำโครงงานวิทยาศาสตร์
6. การเขียนรายงานโครงงานวิทยาศาสตร์
7. การแสดงผลงานโครงงานวิทยาศาสตร์

การคิดและเลือกชื่อเรื่องที่จะทำโครงงานหรือ ขั้นตั้งปัญหา

เป็นขั้นที่มีความสำคัญที่สุดเพราะการการคิดและเลือกชื่อเรื่องได้อย่างถูกต้องเหมาะสมจะทำให้มีแนวทางและประสบความสำเร็จในการทำโครงงานวิทยาศาสตร์ไปแล้ว ครึ่งหนึ่ง
ปัญหา คือ สิ่งที่นักเรียนสงสัยและต้องการทราบคำตอบ
การตั้งปัญหาที่ดี ควรตั้งให้สามารถนำไปสู่การตรวจสอบหรือการทดลองได้ โดยทั่วไปจะตั้งให้อยู่ในลักษณะของความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรต้นกับตัวแปรตามโดยใช้ข้อความว่า...............(ตัวแปรต้น) .......... มีผลต่อ .............(ตัวแปรตาม)....................อย่างไร
นักเรียนแต่ละคนอาจจะมีวิธีการได้มาของปัญหาแตกต่างกัน ทั้งนี้ย่อมขึ้นอยู่กับประสบการณ์
และความสนใจของนักเรียนแต่ละคน แหล่งกำเนิดแนวความคิดและกระตุ้นความสนใจเพื่อให้ได้แนวความคิดในการเลือกชื่อเรื่อง เพื่อทำโครงงานพอสมควรได้ดังแนวความคิดต่อไปนี้





แนวความคิดที่1) จากการอ่านหนังสือต่างๆ เช่น ตำรา หนังสือพิมพ์ วารสาร เป็นต้น
ไม่เฉพาะแต่ เรื่องราวทางวิทยาศาสตร์เท่านั้น
ตัวอย่างสถานการณ์ที่ 1
เด็กชายไกรวิชญ์ ได้อ่านหนังสือพิมพ์ในหัวข้อข่าว ไข้หวัดใหญ่ สายพันธุ์ใหม่ 2009 ซึ่ง
กระทรวงสาธารณสุขได้รณรงค์ให้มีการ “ กินของร้อน ใช้ช้อนกลาง ล้างมือบ่อยๆ และ
สวมหน้ากากอนามัย ” เด็กชายไกรวิชญ์ ต้องห่อข้าวมาทานที่โรงเรียน จึงต้องการทราบว่า
จะทำอย่างไรให้อาหารร้อนอยู่ได้จนถึงเวลาพักกลางวัน เด็กชายไกรวิชญ์ จึงคิดที่จะประดิษฐ์
กล่องข้าวที่สามารถเก็บรักษาอุณหภูมิได้ และจากประสบการณ์ของเด็กชายไกรวิชญ์ ที่เคยเห็น
แม่ค้าขายน้ำแข็งไส เก็บก้อนน้ำแข็งไว้ในกองแกลบ เด็กชายไกรวิชญ์ จึงตั้งปัญหาว่า แกลบจะ
ช่วยรักษาอุณหภูมิของอาหารได้หรือไม่ จึงคิดชื่อโครงงานว่า
“ แกลบช่วยรักษาอุณหภูมิของอาหาร ”









แนวความคิดที่ 2 ) จากการไปเยี่ยมชมสถานที่ต่างๆ เช่น วนอุทยาน สวนสัตว์ พิพิธภัณฑ์ โรงงาน
อุตสาหกรรม หน่วยงานวิจัย ห้องปฏิบัติการ
ตัวอย่างสถานการณ์ที่ 2
ในช่วงปิดภาคเรียนครอบครัวของเด็กหญิง สมศรี ได้ไปเที่ยวสวนสัตว์เชียงใหม่ ได้ชม
สัตว์ต่าง ๆ หลายชนิด และเกิดความสนใจในพฤติกรรมต่าง ๆ ของสัตว์ รวมทั้งครอบครัว
ยังได้พาไปชมภาพยนต์เรื่อง ไอ้แมงมุมภาค 3 จึงอยากทราบพฤติกรรมของแมงมุมจริงๆ
ว่ามีการชักใยอย่างไร เด็กหญิง สมศรี จึงคิดชื่อโครงงานว่า
“ การศึกษาพฤติกรรมการชักใยแมงมุม ”



แนวความคิดที่ 3) จากการฟังบรรยายทางวิชาการ การฟังและชมรายการทางวิทยุและโทรทัศน์
ตัวอย่างสถานการณ์ที่ 3
เด็กชาย ธนากร ชอบดูรายการโทรทัศน์ เกมทศกัณฑ์ มากซึ่งเกมนี้มีการทายใบหน้าของคนใน
สาขาอาชีพต่าง ๆ และเด็กชาย ธนากรสังเกตว่า ใบหน้าของคนแต่ละคนมีส่วนต่างกัน แต่
บางครั้งก็มีรูปทรงคล้าย ๆ กัน และถ้านำมาเปรียบเทียบกับรูปทรงเรขาคณิตก็จะได้หลาย
รูปทรงและ เด็กชาย ธนากร อยากจะทราบเหมือนกันว่า เพื่อนนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3
โรงเรียนกงไกรลาศวิทยาจะมีรูปทรงใบหน้าเป็นอย่างไรบ้าง จึงคิดชื่อโครงงานว่า
“ การสำรวจรูปทรงลักษณะใบหน้าของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนกงไกรลาศวิทยา ”

วันอาทิตย์ที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2552

วิธีการทางวิทยาศาสตร์

วิธีการทางวิทยาศาสตร์
การที่นักวิทยาศาสตร์จะศึกษาค้นคว้าทดลองสิ่งใดสิ่งหนึ่งสำเร็จได้ ต้องอาศัยวิธีการทางวิทยาศาสตร์และทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ กล่าวคือนักวิทยาศาสตร์ไม่ว่าจะเป็นสาขาใดก็ตามย่อมมีวิธีการคล้ายคลึงกันในการศึกษาหาความรู้ คือ เริ่มจากการสังเกตปรากฏการณ์ต่างๆ ในธรรมชาติหรือที่เกิดขึ้นแล้วจึงเกิดปัญหา ขั้นต่อไปก็คือการคิดหาคำตอบที่อาจเป็นไปได้ คำตอบเหล่านี้เรียกว่า สมมติฐาน การกำหนดสมมติฐานอาจจะไม่ใช่คำตอบที่แท้จริง เพราะยังไม่ได้มีการพิสูจน์ ทดลอง
ดังนั้นการทำงานของนักวิทยาศาสตร์ คือ ทดลอง วิจัย เรื่องใดเรื่องหนึ่งจนเสร็จสิ้นและสมบูรณ์ โดยใช้วิธีการทางวิทยาศาสตร์ (Scientific Method) ได้แก่
สังเกต และระบุการตั้งปัญหา เป็นการรวบรวมข้อมูลที่อาจเกิดขึ้นจากความสงสัยในเรื่องต่างๆ ที่ประสบอยู่ เช่น สงสัยปรากฏการณ์ธรรมชาติ เกิดความสงสัยในเรื่องที่ปฏิบัติอยู่ เป็นต้น
ตั้งสมมติฐาน เป็นการคาดคะเนเหตุการณ์หรือคิดว่า เรื่องที่สงสัยอยู่นั้นน่าจะมีสาเหตุมาจากสิ่งใด หรือเดาว่าเหตุการณ์จะต้องเป็นไปอย่างไร ซึ่งการคาดคะเนจะต้องมีเหตุผลเพียงพอ
รวบรวมข้อมูล เป็นการศึกษาค้นคว้าหาวิธีดำเนินงานอย่างมีระบบ เพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเรื่องที่ศึกษาอยู่ การรวบรวมข้อมูลอาจใช้เครื่องมือหรือวิธีการได้หลายชนิด
การทดลอง เป็นการนำข้อมูลที่รวบรวมไว้มาทำการทดลองเพื่อตรวจสอบสมมติฐานว่าถูกต้องหรือไม่
สรุปผลการทดลอง เป็นการนำข้อมูลหรือข้อเท็จจริงที่ได้จากการตรวจสอบที่เชื่อถือได้มาอธิบายข้อสงสัยหรือการตอบปัญหาข้อสงสัย ซึ่งจะมีประโยชน์ในการทำนายและควบคุมต่อไป
ลักษณะนิสัยของนักวิทยาศาสตร์ที่ดี ควรจะต้องได้รับการฝึก ดังต่อไปนี้
1. การเป็นคนช่างสังเกต การสังเกตเป็นสิ่งจำเป็นในการดำรงชีวิตที่มีคุณภาพ การสังเกตเป็นสิ่งที่สามารถฝึกฝนได้ และเมื่อสังเกตสิ่งใดควรสังเกตอย่างละเอียดโดยใช้ประสาทสัมผัสให้มากทางที่สุด แต่ต้องระวังความปลอดภัยด้วย
2. การเป็นคนช่างคิดช่างสงสัย จากคำถามต่างๆ ทำให้เป็นคนที่มีเหตุผลต่าง ๆ ตลอดจนไปค้นคว้า เพื่อหาคำตอบ ทำให้มีความรู้เพิ่มขึ้น ความช่างคิดช่างสงสัยทำให้เกิดความคิดต่อเนื่องซึ่งอาจนำไปสู่การเสาะแสวงหาความรู้ต่อๆ ไปได้
3. การเป็นคนมีเหตุผล นั่นหมายถึงในการลงความเห็นเกี่ยวกับเหตุการณ์ใด ๆ ผู้ที่มีเหตุผลควรจะรวบรวมข้อมูลที่เกี่ยวข้องให้มากที่สุดและพิจารณาอย่างรอบคอบ
4. การเป็นคนมีความพยายามและความอดทน การเป็นคนมีความพยายามและความอดทนเป็นลักษณะนิสัยที่สำคัญประการหนึ่งที่ช่วยให้นักวิทยาศาสตร์ประสบความสำเร็จในการค้นคว้าหาความรู้และเป็นประโยชน์ในการดำรงชีวิตอีกด้วย
5. การเป็นคนมีความคิดริเริ่ม การเป็นคนที่มีความคิดริเริ่มจะช่วยให้ได้ความรู้และสิ่งประดิษฐ์ใหม่ๆ ซึ่งอาจนำไปสู่การสร้างงานใหม่
6. การเป็นคนทำงานอย่างมีระบบ การทำงานอย่างเป็นระบบและมีขั้นตอน ซึ่งประกอบด้วยสังเกตแล้ว ระบุปัญหา ค้นคว้ารวบรวมข้อมูล ตั้งสมติฐาน ทดลอง และสรุปผลเรียกว่าวิธีการทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งนอกจากจะนำไปใช้ในการค้นคว้าหาความรู้ แล้วยังสามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้อีกด้วย

ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์

ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์
การสืบเสาะหาความรู้ของนักวิทยาศาสตร์จะต้องอาศัยทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ มีทั้งหมด 13 ทักษะ ซึ่งประกอบด้วย ทักษะพื้นฐาน 8 ทักษะ และ ทักษะขั้นสูง 5 ทักษะ ดังนี้
1. การสังเกต (Observing) เป็นการใช้ประสาทสัมผัสทั้ง 5 หรืออย่างใดอย่างหนึ่ง ได้แก่ ตา หู จมูก ลิ้น และผิวกาย เข้าไปสัมผัสหรือเหตุการณ์เพื่อหาข้อมูลซึ่งเป็นรายละเอียดของสิ่งนั้นๆ
2. การวัด (Measuring) เป็นการเลือกและการใช้เครื่องมือทำการวัดหาปริมาณของสิ่งต่างๆ ออกมาเป็นตัวเลขที่แน่นอน โดยมีหน่วยกำกับเสมอ
3. การจำแนกประเภท (Classifying) เป็นการแบ่งพวกหรือเรียงลำดับวัตถุ โดยใช้เกณฑ์ต่างๆ เช่น ความเหมือน ความแตกต่าง หรือความสัมพันธ์อย่างใดอย่างหนึ่ง
4. การคำนวณ (Using Number) เป็นการนับจำนวนของวัตถุและการนำตัวเลขที่นับได้มาคำนวณโดยการบวก ลบ คูณ หาร หรือหาค่าเฉลี่ย
5. การหาความสัมพันธ์ระหว่างเปสกับสเปส และสเปสกับเวลา (Space / Space Relationships and Space / Time Relationships)สเปสของวัตถุ หมายถึง ที่ว่างที่วัตถุนั้นครองที่ ซึ่งจะมีรูปร่างเช่นเดียวกับ วัตถุนั้น โดยทั่วไปแล้วสเปสของวัตถุจะมี 3 มิติ คือความกว้าง ความยาว และความสูง ความสัมพันธ์ระหว่างสเปสกับสเปสของวัตถุ หมายถึง ความสัมพันธ์ระหว่างตำแหน่งที่อยู่ของวัตถุหนึ่งกับอีกวัตถุหนึ่ง ได้แก่ ความสัมพันธ์ระหว่าง 3 มิติ กับ 2 มิติ สามารถแสดงให้เห็นว่าเกิดทักษะหาความสัมพันธ์ระหว่างสเปสกับสเปส ได้แก่ การบ่งชี้รูป 2 มิติ 3 มิติได้ สามารถวาดภาพ 2 มิติจากวัตถุหรือจากภาพ 3 มิติได้
ความสัมพันธ์ปะหว่างสเปสของวัตถุกับเวลา หมายถึง ความสัมพันธ์ระหว่างการเปลี่ยนแปลงตำแหน่งที่อยู่ของวัตถุกับเวลาหรือความสัมพันธ์ระหว่างสเปสของวัตถุที่เปลี่ยนไปกับเวลา ได้แก่การบอกตำแหน่งและทิศทางของวัตถุโดยใช้ตัวเองหรือวัตถุอื่นเป็นเกณฑ์บอกความสัมพันธ์ระหว่างการเปลี่ยนตำแหน่งขนาดหรือปริมาณของวัตถุกับเวลาได้
6. การจัดกระทำและสื่อความหมายข้อมูล (Organizing Data and Communicating) เป็นการนำข้อมูลที่ได้จากการสังเกตการวัด การทดลอง และจากแหล่งอื่นๆ มาจัดกระทำเสียใหม่โดยการหาความถี่ เรียงลำดับ จัดแยกประเภท หรือคำนวณ เพื่อให้ผู้อื่นเข้าใจความหมายของข้อมูลดีขึ้น อาจเสนอในรูปตาราง แผนภูมิ ไดอะแกรม วงจร กราฟ สมการ เขียนบรรยาย เป็นต้น ความสามารถที่แสดงให้เห็นว่าเกิดทักษะนี้คือ การเปลี่ยนแปลงข้อมูลให้อยู่ในรูปใหม่ที่เข้าใจดีขึ้น โดยจะต้องรู้จักเลือกรูปแบบเสนอข้อมูลนั้น การเสนอข้อมูลอาจกระทำได้กลายแบบดังที่กล่าว เช่น การเสนอข้อมูลในรูปของตาราง การบรรจุข้อมูลให้อยู่ในรูปของตาราง ปกติจะใส่ค่าของตัวแปรอิสระไว้ทางซ้ายมือของตาราง และค่าของตัวแปรตามไว้ทางขวามือของตาราง
7. การลงความเห็นจากข้อมูล (Inferring) เป็นการเพิ่มความคิดเห็นให้กับข้อมูลที่ได้จาการสังเกตอย่างมีเหตุผล โดยอาศัยความรู้หรือประสบการณ์เดิมมาช่วย เช่น การอธิบายหรือสรุป โดยเพิ่มความคิดเห็นให้กับข้อมูล
8. การพยากรณ์ (Predicting) เป็นการสรุปคำตอบล่วงหน้าก่อนจะทดลองโดยอาศัยปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นช้าๆ หลักการ กฎหรือทฤษฎีที่มีอยู่แล้วเรื่องนั้นๆ มาช่วยในการสรุป เช่น การพยากรณ์ข้อมูลที่เกี่ยวกับตัวเลขได้แก่ ข้อมูลที่เป็นตามรางหรือกราฟ ซึ่งทำได้ 2 แบบ คือการพยากรณ์ภายในขอบเขตของข้อมูลที่มีอยู่กับการพยากรณ์นอกขอบเขตของข้อมูลที่มีอยู่ เช่น การทำนายผลของข้อมูลเชิงปริมาณ เป็นต้น
9. การตั้งสมมติฐาน (Formulating Hypothesis) เป็นการคิดหาคำตอบล่วงหน้าก่อนจะทำการทดลอง โดยอาศัยการสังเกต ความรู้ ประสบการณ์เดิมเป็นพื้นฐานคำตอบที่คิดล่วงหน้านี้ยังไม่เป็นหลักการ กฎ หรือทฤษฎีมาก่อน
10. การกำหนดและควบคุมตัวแปร (Identifying and Controlling Variables) เป็นการชี้บ่งตัวแปรต้น ตัวแปรตาม และตัวแปรควบคุมในสมมติฐานหนึ่งๆ
ตัวแปรต้นหรือตัวแปรอิสระ คือ สิ่งที่เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดผลต่างๆ หรือสิ่งที่เราต้องการทดลองดูว่า เป็นสาเหตุที่ก่อให้เกิดผลเช่นนั้นจริงหรือไม่
ตัวแปรตาม คือ สิ่งที่เป็นผลต่อเนื่องมาจากตัวแปรต้น เมื่อตัวแปรต้นหรือสิ่งที่เป็นสาเหตุเปลี่ยนไป ตัวแปรตามหรือสิ่งที่เป็นผลอาจจะเปลี่ยนไปด้วย
ตัวแปรควบคุม คือ สิ่งอื่นๆ นอกเหนือจากตัวแปรต้นที่มีผลต่อการทดลองซึ่งจะต้องควบคุมให้เหมือนๆ กัน มิเช่นนั้นอาจทำให้ผลการทดลองคลาดเคลื่อน
11. การกำหนดนิยามเชิงปฏิบัติการ (Defining Operation) เป็นการกำหนดความหมายและขอบเขตของคำต่างๆ ให้เข้าใจตรงกัน และสามารถสังเกตหรือวัดได้
12. การทดลอง (Experimenting) เป็นกระบวนการปฏิบัติเพื่อหาคำตอบหรือทดสอบสมมติฐานที่ตั้งไว้ในการทดลองจะประกอบด้วยกิจกรรม 3 ขั้นตอน คือ
12.1 การออกแบบการทดลบอง หมายถึง การวางแผนการทดลองก่อนลงมือทดลองจริง เพื่อกำหนดวิธีการทดลองและอุปกรณ์ที่ต้องใช้ในการทดลอง
12.2 การปฏิบัติการทดลอง หมายถึง การลงมือปฏิบัติการทดลองจริง
12.3 การบันทึกผลการทดลอง หมายถึง การจดบันทึกข้อมูลที่ได้จากการทดลอง ซึ่งอาจเป็นผลจากการสังเกต การวัดและอื่นๆ
13. การตีความหมายข้อมูลและลงข้อสรุป (Interpreting Data and Making Conclusion)
หมายถึง การแปลความหมายหรือการบรรยายลักษณะและสมบัติของข้อมูลที่มีอยู่ บางครั้งต้องใช้ทักษะอื่นๆ เข้าช่วยด้วย เช่น การสังเกต การคำนวณ เป็นต้น การลงข้อสรุป เป็นการสรุปความสัมพันธ์ของข้อมูลทั้งหมด ความสามารถที่แสดงให้เห็นว่าเกิดทักษะการลงข้อสรุปคือ บอกความสัมพันธ์ของข้อมูลได้ เช่น การอธิบายความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรบนกราฟ